กระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือ CL (Compulsory Licensing) กับยา 3 ตัว ได้แก่ยาเอฟาไวเรนซ์ ( Efavirenz) คาเล็ตตา (Kaletra)ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี และยาโคลพิโดเกรล (Clopidogrel )ซึ่งเป็นยาที่ใช้สลายลิ่มเลือดหัวใจ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
|
|
กระแสที่ว่าแบ่งเป็น 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1.การประกาศทำ CL ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและ 2.เป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมต่อบริษัทยา |
|
ผิดกฎหมายจริงหรือ??? |
|
| ประเด็นที่ว่าการประกาศทำ CL เป็นเรื่องผิดกฎหมายนั้น ไม่ว่าจะมีที่มาจากไหนก็ฟันธงได้เลยว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ผิดข้อเท็จจริง |
|
เพราะไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือกฎหมายไทย ต่างก็เปิดช่องให้รัฐบาลไทยประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิได้ |
| |
ม.51 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.๒๕๒๒ บัญญัติให้กระทรวง ทบวง กรม สามารถประกาศใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยต้องจะต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิทราบโดยไม่ชักช้าและต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ทรงสิทธิด้วย |
| |
| ข้อกฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration on Trips and Public Health) ตามข้อตกลงทริปส์ ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่เปิดช่องให้รัฐบาลประเทศสมาชิก สามารถประกาศมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรกับผลิตภัณฑ์ที่ติดสิทธิบัตรได้เพื่อสาธารณประโยชน์ของประเทศ
|
| |
| ดังนั้นการประกาศทำ CL ของกระทรวงสาธารณสุขไทย จึงไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมายไทยหรือผิดข้อตกลงทางทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศแต่อย่างใด |
|
| ไม่ชอบธรรมกับบริษัทยาหรือเปล่า??? |
|
| ในส่วนประเด็นความชอบธรรมนั้น ก็มีหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การทำ CL นั้นไม่ต่างกับการไป “ขโมย” หรือ “ยึดทรัพย์” ของคนอื่น |
|
ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจเรื่องสิทธิบัตรก่อนว่า สิทธิบัตร เป็นเครื่องมือที่รัฐให้ความคุ้มครองแก่ผู้จดทะเบียนสิทธิบัตร ภายในระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจจะเรียกว่า เป็นสิทธิพิเศษที่ให้อำนาจผูกขาดทางการตลาดแก่ผู้ทรงสิทธิถึง 20 ปี โดยบัญญัติไว้ว่า หากผู้ใดทำการละเมิดสิทธิบัตรจะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นรางวัลให้กับผู้ประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้หาประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้น |
|
ดังนั้น “สิทธิบัตร” เป็นเรื่องของความคุ้มครองมิใช่เป็นเครื่องแสดงว่าผลิตภัณฑ์หรือสิ่งประดิษฐ์นั้นๆ เป็นทรัพย์สินหรือเป็นสมบัติของใคร โดยเฉพาะเรื่อง “ยา” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต สมควรหรอกหรือที่จะเป็นทรัพย์สมบัติขอคนใดคนหนึ่งเพื่อใช้แสวงหาประโยชน์ แต่เพื่อความสมดุลระหว่างผู้ประดิษฐ์คิดค้นกับประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองภายใต้สิทธิบัตร จึงทำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ตัวนั้นๆ แสวงหาผลกำไรได้ตลอดระยะเวลาการคุ้มครองซึ่งรวมถึงยาด้วย
|
|
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความจำเป็นหรือเกิดวิกฤติทางสาธารณสุข กฎหมายก็ได้เปิดช่องให้รัฐประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิหรือทำ CL กับยาตัวที่จำเป็นได้โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ทรงสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5-2 ของมูลค่าการจำหน่ายยาที่ได้จากการใช้สิทธิโดยรัฐ และหากบริษัทยาไม่พอใจค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให ้ก็มีสิทธิต่อรองและฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย |
|
| นี่ยังเรียกว่าความไม่ชอบธรรมอีกหรือ? |
|
| |
|