| |
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ได้เข้าพบ นายศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อสอบถามความคืบหน้ากรณีการบังคับใช้สิทธิ หรือการทำ CL กับยาอลูเวียร์หรือยาส่วนผสมระหว่างโลพินาเวียร์กับริโทนาเวียร์ในรูปแบบเม็ด หลังจากที่รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศทำ CL กับยา 3 ตัว ได้แก่ เอฟฟาไวเรนซ์ คาเรทตรา (ยาส่วนผสมระหว่างโลพินาเวียร์กับริโทนาเวียร์ในรูปแบบน้ำ) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี และยาโคลพิโดเกรล ซึ่งเป็นยาสลายลิ่มเลือดหัวใจ ไปก่อนหน้านี้
|
| นายศิริวัฒน์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าต่อกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ อย.กำลังประเมินและตรวจสอบความปลอดภัย และคุณภาพของยาสามัญที่จะนำเข้าจากอินเดีย คาดว่าไม่เกินเดือนกันยายนน ี้จะสามารถขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์ในประเทศไทยได้ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม อย. จะต้องตรวจสอบจนแน่ใจก่อนว่า ยาสามัญจะต้องมีคุณภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ายาต้นแบบจึงจะขึ้นทะเบียน เพราะถึงแม้ว่าจะได้ไปดูกระบวนการผลิตยาตัวนี้ที่โรงงานในอินเดียแล้วว่า ดี มีคุณภาพ ก็จำเป็นจะต้องประเมินผล และดูผลการศึกษาวิจัยเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่จำเป็นต้องใช้ยาในขณะนี้ กระทรวงฯ จะจ่ายยาคาเรทตารูปแบบเดิมให้ก่อน และเมื่อมีการขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์เรียบร้อยแล้วก็จะจ่ายยาตัวนี้ให้แทน |
 |
| ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล |
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ขอชื่นชมและให้กำลังใจกระทรวงสาธารณสุขที่ประกาศทำ CL ซึ่งจะทำให้ยาราคาถูกลงและทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น อย่างไรก็ตามเห็นว่าหากรัฐบาลลดภาษีนำเข้ายา ก็จะทำให้ยาราคาถูกลงอีก จึงฝากเป็นข้อเสนอไว้ ซึ่งนายศิริวัฒน์ ได้รับข้อเสนอไว้และแจ้งว่าขณะนี้องค์การเภสัชกรรมมีแผนที่จะตั้งโรงงานผลิตยาเอง คาดว่าอย่างช้าไม่เกิน ๒ ปีจะสำเร็จ ซึ่งจะช่วยให้ราคายาถูกลงอีก |
| |