ศาสตราจารย์ บรู๊ค เค เบเกอร์ เฮลธ์แก๊พ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น
ภาควิชาสิทธิมนุษยชนและเศรษฐกิจโลก
400 ฮันติงตั้น อเวนิว
บอสตัน, มลรัฐแมสซาชูเซตส์ 02115
ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงกองบรรณาธิการเพื่อตอบโต้การโจมตีการตัดสินใจทำซีแอลของรัฐบาลไทย และคำกล่าวโจมตีวุฒิสมาชิก Brown และวุฒิสมาชิก Allen ที่สนับสนุนมติในปฏิญญาโดฮา
บทบรรณาธิการของนาง Sally C. Pipes เรื่องอย่าเห็นดีเห็นงามกับการปล้นสิทธิบัตรยาเอดส์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น เปี่ยมเจตนาที่จะบิดเบือนความจริงและกฎหมาย
ประการแรก ประเทศไทยมิได้ “ปล้น” บริษัทยาสัญชาติอเมริกัน ที่ถูกคือประเทศไทยใช้มาตรการยืดหยุ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอนุญาตให้ผู้ผลิตยาชื่อสามัญผลิตยาใช้ในระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเพื่อการสาธารณประโยชน์ที่มิได้มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ได้ อันมาตรการยืดหยุ่นนี้ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งถูกต้องตามกฎหมายไทยที่มีผลบังคับใช้นับแต่วันแรกที่บริษัทยาคู่กรณีขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย และถูกต้องตามกฎหมายสหรัฐในลักษณะเดียวกันที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐหรือผู้รับเหมาในสหรัฐใช้ผลิตภัณฑ์ติดสิทธิบัตรหรือดำเนินการเพื่อการใช้ประโยชน์โดยรัฐได้
ประการที่สอง ประเทศไทยไม่เคยปฎิเสธยาเอฟาวิเรนซ์ให้เปล่าจากกองทุนโลก ทั้งกองทุนโลกและ UNITAID ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนเงินทุนในการจัดซื้อยารักษาโรคที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ต่างเห็นพ้องว่าเงินทุนของ UNITAID นั้นสามารถนำมาใช้ภายใต้โครงการของกองทุนโลกเพื่อจัดซื้อยาต้านไวรัสสูตรสำรองได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กองทุนโลกได้ระบุกฎข้อบังคับไว้ว่าให้ประเทศต่างๆ พยายามเข้าถึงยาราคาถูกที่สุดที่มีอยู่ก่อน ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงยาชื่อสามัญ
ประการที่สาม นาง Pipes กล่าวอ้างว่าประเทศไทยพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาของตนเอง ด้วยการให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาติดลิขสิทธิ์ ทว่าในเวลานี้ สำหรับยาติดสิทธิบัตรแต่ละรายการนั้นประเทศไทยล้วนใช้การนำเข้าจากผู้ผลิตยาชื่อสามัญในประเทศอินเดีย แม้ว่าประเทศไทยหวังจะสร้างโรงงานผลิตยามาตรฐานระดับโลก แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำ แต่ถึงกระนั้นก็หาเป็นการไม่สมควรแต่อย่างใดไม่ หากประเทศไทยคิดที่จะพึ่งพาตนเองให้ได้ในการผลิตยาชื่อสามัญเพื่อทดแทนยาที่มีการตั้งราคาไว้สูงเกินไป
ประการที่สี่ นาง Pipes อ้างว่าความตกลงทริปส์นั้นอนุญาตให้มีการบังคับใช้สิทธิเฉพาะสำหรับบางประเทศ และเฉพาะในกรณีเกิดวิกฤตปัญหาด้านสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งคำกล่าวอ้างทั้งสองประการนี้ผิดไปจากหลักกฎหมาย ที่ถูกนั้นคือ ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกทุกๆ ประเทศรวมถึงสหรัฐ มีสิทธิที่จะประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิได้ตามแต่เหตุผลที่เห็นสมควร ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการยืดหยุ่นดังกล่าวยังมิได้จำกัดเฉพาะกรณีวิกฤติฉุกเฉิน แม้ว่าในภาวะวิกฤติฉุกเฉินนั้นย่อมอนุญาตให้มีการบังคับใช้บทบัญญัติต่างๆ นี้ได้ทันทีทันใดก็ตาม
ประการที่ห้า นาง Pipes อ้างว่านวัตกรรมด้านยาต้องถึงคราหยุดชะงักไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียวหากประเทศไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ในทางตรงข้าม ประเทศไทยยังคงปล่อยให้ภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นร้อย 20 ของระบบสาธารณสุขในประเทศใช้ผลิตภัณฑ์ของเจ้าของสิทธิบัตรที่ตั้งราคาสินค้าไว้สูงลิบลิ่ว อีกทั้งตลาดในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดของตลาดยาทั่วโลก จึงไม่มีทางส่งผลกระทบต่อยอดขายยาราคาแพงๆ จากสิทธิผูกขาดในตลาดประเทศร่ำรวยของบริษัทยาเหล่านี้เป็นอันขาด ซึ่งตลาดนี้คิดเป็นร้อย 87 ของยอดขายทั้งหมดของบริษัทยา
อย่างที่ นาง Pipes กล่าว สิทธิบัตรนั้นอุปมาเหมือนห่านที่ออกไข่ทองคำให้กับบริษัทยา ทว่าประเทศยากจนอย่างประเทศไทยย่อมไม่มีปัญญาจ่ายค่ายาที่ตั้งราคาตามมาตรฐานทองคำเพื่อนำมารักษาชีวิตผู้ป่วยในประเทศนับแสนๆ รายได้ไหว แทนที่จะกล่าวประณามสมาชิกสภาคองเกรสทั้งสองคือวุฒิสมาชิก Brown และวุฒิสมาชิก Allen ซึ่งยืนหยัดเพื่อสิทธิของประเทศกำลังพัฒนาในการบังคับใช้ข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิที่สหรัฐเองได้เห็นพ้องสนับสนุนมานับครั้งไม่ถ้วน เราสมควรแสดงความชื่นชมยินดีนักการเมืองที่หาได้ยากเช่นวุฒิสมาชิกทั้งสองนี้ ที่กล้ายืนหยัดต่อสู้กลุ่มการเมืองเครื่องมือของอุตสาหกรรมยา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีสมาชิกในคณะที่ปรึกษาการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของนายจูลีอานี ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2551 จากพรรครีพับบลิกันรวมอยู่ด้วย
|