บทบรรณาธิการใน นสพ.เดอะ ฮิลล์
อย่าเห็นดีเห็นงามกับการปล้นสิทธิบัตรยาเอดส์
โดย Sally C. Pipes
18 ตุลาคม 2550
ลองคิดดูว่า หากสภาคองเกรสสนับสนุนมติที่ให้การยกย่องรัฐบาลต่างชาติที่เพิ่งใช้กำลังทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อไม่นานมานี้ กระทำการฉกฉวยทรัพย์สมบัติของบริษัทอเมริกัน และบ่อนทำลายการต่อสู้ต้านภัยเอดส์
น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อรัฐบาลทหารของประเทศไทย ซึ่งขึ้นมามีอำนาจจากการก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ได้จงใจกระทำการปล้นยาติดสิทธิบัตรไปจากบริษัทผู้คิดค้นพัฒนาและเป็นเจ้าของยารักษาโรคเอดส์สูตรสำคัญ
และน่าตระหนกกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของวุฒิสมาชิก Tom Allen (พรรคเดโมแครต รัฐเมน) และวุฒิสมาชิก Sherrod Brown (พรรคเดโมแครต รัฐโอไฮโอ) ที่ในเวลานี้ได้ออกมาให้การสนับสนุนมติที่ยกย่องพฤติกรรมหัวขโมยของรัฐบาลไทย อีกทั้งยังเรียกร้องให้สหรัฐยุติการบังคับใช้มาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญา
เห็นได้ชัดว่าทั้งวุฒิสมาชิก Allen และวุฒิสมาชิก Brown คิดว่าประเทศไทยกำลังเล่นบทพระเอกโรบินฮู้ด ที่ปล้นทรัพย์สินทางปัญญาจากบริษัทผู้คิดค้นยารักษาโรคเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งนายบิล คลินตัน เองก็คิดเช่นนั้นด้วย โดยออกมาประกาศให้การสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นั่นคือการประกอบอาชญากรรมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ขณะนี้ประชาชนชาวไทยต้องเผชิญทุกข์ทรมานจากภัยระบาดของโรคเอดส์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ประมาณการไว้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยเอดส์เกือบ 600,000 ราย ทว่ารัฐบาลไทยกลับใช้วิกฤติปัญหานี้เป็นช่องทางฉกฉวยสิทธิบัตรเพื่อดำเนินธุรกิจผลิตยาของตนเอง แทนที่จะให้ผู้ป่วยไทยได้มีโอกาสได้รับการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลไทยเพิ่งกล่าวปฎิเสธข้อเสนอจากบริษัทอเมริกันทั้ง 2 แห่งที่เสนอขายยาเอดส์สำคัญ 2 รายการคือ คาเลตร้า และเอฟาวิเรนซ์ ในราคาที่ถูกมาก
และรัฐบาลไทยยังได้ปฎิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอของกองทุนโลกที่จะให้ยาเอฟาวิเรนซ์โดยไม่คิดมูลค่า ถูกต้องแล้ว ให้ฟรีๆ
ด้วยรัฐบาลไทยตัดสินใจจะผลิตยาฉบับลอกเลียนแบบเสียเอง รัฐบาลไทยเมินใบอนุญาตของยาเหล่านี้ และมอบหมายให้บริษัทผู้ผลิตยาชื่อสามัญของรัฐ นั่นคือ องค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ผลิตยาฉบับเลียนแบบ
โดยไม่สนใจเลยว่าการผลิตยาเองนั้นย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าซื้อหามาอย่างถูกกฎหมายหรือของที่ให้เปล่าอยู่แล้ว จึงเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลจงใจทำด้วยหวังกอบโกยเข้ากระเป๋าพรรคพวกตนที่อยู่ในองค์การเภสัชกรรม หาใช่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ในประเทศแต่อย่างใด
และเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมหัวขโมยนี้ รัฐบาลไทยใช้มาตรการขององค์การการค้าโลกที่เรียกว่าทริปส์ หรือความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้ามาเป็นข้ออ้าง ซึ่งความตกลงทริปส์อนุญาตให้รัฐบาลบางประเทศสามารถบังคับใช้สิทธิในกรณีเกิดวิกฤตปัญหาด้านสาธารณสุขได้
แน่นอนว่า มิได้วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นในที่นี้ เพราะประเทศไทยสามารถเข้าถึงยาที่ต้องการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ อยู่แล้ว การกระทำของรัฐบาลไทยจึงถือว่าเลวร้ายอย่างยิ่ง ด้วยบริษัทผู้ผลิตยาของรัฐหรือองค์การเภสัชกรรมนั้นไม่ได้มาตรฐานทั้งในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเดือนกรกฎาคม 2548 มีข้อมูลเปิดเผยว่าผลิตภัณฑ์ที่ด้อยคุณภาพขององค์การเภสัชกรรมนั้นเองเป็นต้นเหตุของการดื้อยาในผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น
นอกเหนือจากประเด็นปัญหาด้านความปลอดภัยแล้ว การกระทำของรัฐบาลไทยยังถือเป็นการบ่อนทำลายระบบการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอันเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ช่วยให้บริษัทชาติตะวันตกสามารถผลิตยารักษาโรครายการใหม่ๆ ได้ เช่นยาเอดส์ เป็นต้น
ในการทำวิจัยยาหนึ่งๆ ตั้งแต่การค้นพบในเบื้องต้นจนสามารถขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้และมาถึงมือผู้ป่วยในที่สุดนั้นมีค่าใช้จ่ายร่วม 800 ล้านเหรีญสหรัฐ อีกต้องใช้เวลากว่าทศวรรษ หากไม่มีระบบสิทธิบัตรซึ่งช่วยกำหนดระยะเวลาผูกขาดสิทธิในการจำหน่ายยานั้นๆ ไว้แล้วไซร้ ย่อมไม่มีทางถอนทุนคืนได้เลย ซ้ำยังมิอาจดึงดูดเงินลงทุนที่จำเป็นสำหรับการทำวิจัยในชั้นต้นได้เช่นกัน ดังนี้หากไม่มีการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรแล้ว อุตสาหกรรมยาที่เรารู้จักคงถึงกาลต้องล่มสลาย ทั้งยังเป็นการจำกัดและตัดโอกาสการพัฒนายาใหม่ๆ อย่างยิ่งอีกด้วย
การที่วุฒิสมาชิก Brown และวุฒิสมาชิก Allen ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลตนยอมให้ชาติอื่นๆ ยึดสิทธิในการผลิตยาสัญชาติอเมริกันไปนั้นอุปมาเหมือนการสังหารห่านที่ออกไข่ทองคำ ซึ่งก็คือนวัตกรรมด้านการแพทย์ ขณะนี้ชาติอื่นๆ อย่างบราซิลได้เริ่มเจริญตามรอยโจรปล้นยารักษาโรคนี้แล้วเช่นกัน หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เราคงต้องโบกมืออำลายารักษาโรคเอดส์รายการใหม่ๆ ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่สภาคองเกรสเราสมควรเห็นดีเห็นงามด้วยเป็นแน่ |