ล่าสุดกระทรวงสาธาณสุขได้ประกาศใช้มาตรการนี้บังคับนำเข้ายาอีก 2 ตัวคือ ยา Plavix ซึ่งเป็นยารักษาโรคหัวใจ และยา Kaletra ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีที่สำคัญ ทำให้บริษัทยาและกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมยาได้ออกแถลงข่าวว่า การกระทำดังกล่าว ถือเป็นการยึดเอาทรัพย์สินของเอกชนและขู่ว่าจะมีการถอนการลงทุนทั้งหมดในประเทศไทยนั้น เรื่องนี้เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯได้กล่าวว่า “ที่ผ่านมาบริษัทยาต่างชาติได้มีการจดสิทธิบัตรยาและทำการผูกขาดราคายาจนทำให้ยามีราคาแพงมาก ทำให้ผู้ติดเชื้อหลายพันคนต้องเสียชีวิตไปทั้งๆที่ไม่ควรถ้าเขาได้รับยา” นายวิรัตน์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อกล่าว “ที่สำคัญบริษัทยาต่างชาติเหล่านี้ต่างก็ได้กำไรมหาศาลจากการขายยาที่ตัวเองผูกขาดตลาด ทั้งๆที่สามารถทำกำไรได้ในขณะที่ไม่จำเป็นต้องขายยาในราคาแพงมากขนาดนี้พฤติกรรมเช่นนี้เราถือว่าเป็นการค้ากำไรบนชีวิตของมนุษย์"
ส่วนการที่กลุ่มอุตสาหกรรมยาขู่ว่าจะมีการชะลอและถอนการลงทุนทั้งหมดในประเทศไทยนั้น เรื่องนี้แหล่งข่าวจากองค์การเภสัชกรรมกล่าวว่า "ที่ผ่านมาโรงงานผลิตยาของบริษทยาข้ามชาติทั้งหลายได้ปิดตัวไปหมดแล้ว ที่มีอยู่ก็เป็นเพียงตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายยาเท่านั้น"
ส่วนประเด็นที่บริษัทยาอ้างว่าการนำเข้ายาราคาถูกมาจากประเทศอื่น เช่นอินเดีย อาจจะได้ยาที่ไม่มีคุณภาพนั้น ทางองค์กรหมอไร้พรมแดน เบลเยี่ยมพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ยาทุกตัวที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย ไม่ได้นำเข้ามาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัย และทางบริษัทยาก็ต้องมีผลการทดลองที่เรียกว่า “ชีวสมมูล” คือการทดสอบประสิทธิผลของยาในกระแสเลือดว่าเทียบเท่ากับยาต้นแบบหรือไม่ และที่สำคัญยาที่เราจะนำเข้ามาทุกตัวได้มีการรับรองผลของยาจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) หรือที่เรียกว่า Pre-qualify ภายใต้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกแล้ว” ดังนั้นการกล่าวอ้างของบริษัทยา หรือกลุ่มอุตสาหกรรมยาในเรื่องน ี้เป็นเพียงเลห์กลที่ต้องการเบี่ยงเบนและขัดขวางการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธินำเข้ายาดังกล่าวเท่านั้น
สำหรับราคายาที่ได้มีการประกาศใช้มาตราการบังคับใช้สิทธินำเข้ามาจากอินเดียทั้งสองตัวนั้นได้มีการเจรจาต่อรองแล้วพบว่า สำหรับยา Plavix จากเดิมที่บริษัทยาต้นแบบขายในไทยตกอยู่ที่เม็ดละประมาณ 120 บาท จะลดลงมาเหลือเพียงเม็กละ 6-12 บาทเท่านั้น ส่วนยาต้านไวรัสเอชไอวีชื่อ Kaletra เดิมทีบริษัทยาขายประมาณ 5,600 บาทต่อเดือน หากเรานำเข้าจะได้ในราคา 4,000 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะในเรื่องเอสด์จะทำให้ประหยัดงบประมาณในการซื้อยาได้มากขึ้นและทำให้เพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องการยาได้ให้ได้รับยามากขึ้น
การที่บริษัทยาและกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมยาหรือ พรีม่า กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยละเมิดทรัพย์สินของเอกชนนั้น นายนิมิตร์ ผู้อำนวยการเข้าถึงเอดส์กล่าวว่า "เป็นเพียงข้อกล่าวหาลอยๆและเป็นข้ออ้างที่ไม่รู้จริง เพราะการที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการดังกล่าว ถือเป็นการทำตามกฏกติกาที่มีการตกลงร่วมกันในองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้ทุกประเทศ สามารถใช้มาตรการยืดหยุ่นตามที่กำหนดร่วมกันในข้อตกลงทริปส์ หากพบว่าประเทศนั้นๆมีปัญหาด้านสุขภาพและการสาธารณสุข รวมทั้งตามกฎหมายไทยใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรก็ระบุชัดเจนว่าสามารถทำได้ และที่สำคัญ รัฐไม่ได้บังคับเอาทรัพย์สินมาเฉยๆแต่ก็มีการเจรจาจ่ายค่าสิทธิให้กับเจ้าของสิทธิด้วย และมีการการกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิไว้ชัดเจน"
ทั้งนี้เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ และองค์กรพันธมิตร ขอประกาศยืนยันและชื่นชมการตัดสินใจของรัฐบาลไทย และกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะนายแพทย์มงคล ณ สงขลา ที่กล้าประกาศจุดยืนและใช้มาตรการน ี้เพื่อทำให้ประชาชนที่เจ็บป่วยได้รับยาราคาถูกและทำให้ไม่ต้องเสียชีวิต ถือได้ว่าเป็นความกล้าหาญที่ท้าทายอำนาจทุนอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างบริษัทยาข้ามชาติ
|