| |
| เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี และองค์กรพัมนาเอกชนด้านเอดส์ บุกยื่อหนังสือถึงนายกฯ ชื่นชมรัฐบาลเปิดไฟเขียวใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ เพื่อนำเข้าและผลิตยาราคาแพงที่จำเป็น |
30 ม.ค. 50 - เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี และองค์กรพัมนาเอกชนด้านเอดส์ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือชื่นชมและขอบคุณที่รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตรแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2522 ที่อนุญาตให้รัฐสามารถใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อนำเข้า และผลิตยาที่จำเป็นหากมีกรณีเร่งด่วน หรือมีปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
โดยในวันนี้ รมต.กระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา ได้ออกมารับจดหมายจากประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ที่ชื่นชมและสนับสนุนให้มีการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อนำเข้าและผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ติดสิทธิบัตรและผูกขาดตลาด ส่งผลให้ยามีราคาแพง จนผู้ปวยและผู้ติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงและเสียชีวิตจากการที่ไม่ได้รับยาดังกล่าว |
 |
ทั้งนี้ นพ.มลคล ได้กล่าวขอบคุณและยืนยันเจตนาในการใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ทั้งนี้ได้มีการชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวว่ากลุ่มสมาคมอุตสาหกรรมยาได้มีการรวมตัวกันและได้ขู่ว่าจะมีการถอนการลงทุนออกจากประเทศไทยนั้น ทาง นพ.มงคล กล่าวว่า “ถ้าเทียบกับประเทศอื่นเช่นอินโดนีเซียที่มีกฏหมายระบุว่า ถ้าบริษัทใดต้องการเข้ามาขายยาในประเทศ ต้องมีการเข้ามาตั้งโรงงานและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศด้วย แต่ของไทยไม่มีการระบุเช่นนั้น ทำให้บรษัทยาต่างชาติแค่หิ้วกระเป๋าเอายาเข้ามาขาย ถึงเวลาก็หิ้วกระเป๋ากลับไป ไม่ได้มีการลงทุรอะไรมากมาย” ซึ่งนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์กล่าวสนับสนุนว่า “บริษัทยาต่างชาติไม่ได้โรงงานผลิตยาในไทยเลย และที่ผ่านมาก็มีเพียงตัวแทนจำหน่ายยาเท่านั้น แต่กลับมาอ้างเรื่องต้นทุน เรื่องการลงทุนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายมาก จึงต้องตั้งราคายาแพง ซึ่งในความเป็นจริงต้นทุนที่อ้างส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อการโฆษณาหรือเป้นค่าคอมมิสชั่นที่ต้องจ่ายให้กับโรงพยาบาลหรือหมอ ซึ่งไม่ยุติธรรมที่จะต้องให้ผู้ป่วยมาเป้นผู้รับภาระค่ายา”
ส่วน นายวิรัตน์ ประธานเครือข่ายฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ยกตัวอย่างยา Kaletra ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อนำเข้ามาจากอินเดีย ชมรมจัดซื้อยาของเครือข่ายฯ ซื้อในราคาเดือนละกว่า 12,000 บาท ทำให้เพื่อนผู้ติดเชื้อที่ดื้อต่อยาสูตรแรกและจำเปนต้องใช้ยาตัวนี้ไม่สามารถซื้อยาได้เอง ระบบหลักประกันสุขภาพก็ไม่มีเงินซื้อยาตัวนี้เพื่อนำมาจ่ายกับผู้ป่วยที่ต้องการยาได้ทั่วถึง แต่ถ้าใช้มาตรการนี้จะทำให้เราได้ยาที่มีราคาเพียงเดือนละ 4,000 บาทเท่านั้น ทำให้เพื่อนๆไม่ต้องกลับมาป่วยอีกรอบ หรือเสียชีวิต”
ทั้งนี้ได้พบว่ามีการเคลื่อนไหวของบริษัทยาข้ามชาติหลายบริษัท ที่พยายามเข้าพบรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมีความพยายามล๊อบบี้ให้มีการยกเลิกการใช้มาตรการดังกล่าว รวมทั้งทางเครือข่ายผ็ติดเชื้อฯเองก็มีความเป็นห่วงว่าจะมีการกดดันทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพานิชย์ให้มีการทบทวนการให้นโยบายดังกล่าว ทั้งนี้คาดว่าอาจมีการกดดันผ่านขบวนการเจรจาทางการค้าต่างๆด้วย
|
| |