กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

 

     
     
 
Act Up-Paris ฉะประธานกมธ.อียู แทรกแซงกิจการไทย
 

 
สืบเนื่องจากกรณี นายปีเตอร์ แมนเดลสัน ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป (อียู) ได้ทำหนังสือทวงติงการใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือซีแอล (Compulsory licensing) ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวก่ายนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องซีแอลที่เป็นการใช้สิทธิเพื่อขยายการเข้าถึงยาและการรักษา

และที่สำคัญการใช้ซีแอลของไทย เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับกฏหมายภายในของประเทศไทย และข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไม่ผิดต่อกฏหมายใดๆ

ต่อเรื่องนี้ได้มีนักเคลื่อนไหวทั่วโลกที่สนับสนุนการใช้ซีแอลของไทย ได้มีการทำหนังสือติติงการกระทำของนายปีเตอร์ ล่าสุด กลุ่มแอ๊คอัพ ปารีส (Act up Paris) ได้ส่งจดหมายท้วงติงไปยังนายปีเตอร์ แมนเดลสัน เพื่อท้วงติงเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาในจดหมายฉบับดังกล่าว ระบุไว้ดังนี้


กรุงปารีส 22 สิงหาคม

วัตถุประสงค์: เพื่อขอคำชี้แจงในจุดยืนของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหภาพยุโรป ต่อการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธในประเทศไทย

เรียน ฯพณฯ ท่าน

ในฐานะองค์กรเครือข่ายผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศฝรั่งเศส หรือในฐานะประชาชนที่มีความสนใจด้านเอดส์ และมุ่งทำงานเพื่อให้เกิดการเข้าถึงการรักษาโรคเอดส์อย่างถ้วนหน้า เราขอเดินหน้าสนับสนุนจุดยืนของเครือข่ายผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย หลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยอนุมัติให้มีการผลิตยาชื่อสามัญสำหรับยาทุกรายการ (รวมถึงยาต้านไวรัส) ซึ่งมีความจำเป็นต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในประเทศ

ในที่สุด ข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ ก็ได้รับการตอบสนองในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาสามรายการ ได้แก่ยาต้านไวรัสสองรายการและยาสลายลิ่มเลือดอีกหนึ่งรายการ

และด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้สึกตระหนกอย่างยิ่งกับจดหมายของท่านถึงรัฐบาลไทยฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อแสดงข้อกังขาต่อนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลในการประกาศใช้สิทธิ อันเป็นมาตรการที่กอปรด้วยเจตนารมณ์ เพื่อขยายการเข้าถึงยาชื่อสามัญ ทั้งนี้ ท่าทีที่ท่านได้แสดงมาในจดหมายฉบับดังกล่าวนี้ ขัดแย้งกับแนวทางของคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปอย่างเห็นได้ชัด

ท่านได้ระบุในจดหมายว่า “ทั้งความตกลงทริปส์และปฏิญญาโดฮานั้น จะมิได้ให้ความชอบธรรมกับการดำเนินนโยบายบังคับใช้สิทธิอย่างเป็นกิจจะลักษณะทุกครั้ง ที่ยามีราคาเกินต้องการ” เห็นได้ชัดว่าขัดแย้งกับความตกลงทริปส์ ซึ่งระบุว่า “ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีสิทธิที่จะออกมาตรการบังคับใช้สิทธิ และมีเสรีภาพที่จะกำหนดเหตุผลเพื่อการออกมาตรการดังกล่าว”

ขอให้เราได้กระตุ้นเตือนความจำของท่านสักข้อว่า กฎหมายของสหภาพยุโรปเองนั้นได้ระบุชัดว่า เมื่อยาตั้งราคาไว้สูงเกินไป ย่อมถือเป็นเหตุผลอันชัดแจ้งพอแก่ประเทศภาคีสมาชิกในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุขของชาติ (อาจดูได้จาก ยกตัวอย่างเช่น มาตราที่ L613-16 ในประมวลกฎหมายฝรั่งเศสว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งระบุว่า “รัฐสามารถประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับผลิตภัณฑ์ติดสิทธิบัตรได้หากเกิดกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ ผลิตภัณฑ์นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีในปริมาณที่ไม่เพียงพอ หรือมีราคาสูงผิดปกติ”) ฉะนั้น ข้อที่ท่านตำหนิรัฐบาลไทยจึงปราศจากความชอบธรรมและมิชอบด้วยกฎหมาย และจากข้อความของท่านในจดหมาย ท่านได้แสดงให้เห็นว่าท่านหมายจะเขียนกฎหมายระหว่างประเทศขึ้นใหม่ ด้วยเห็นแก่ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาต้นแบบ โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบอันจะตกแก่ผู้ป่วยแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ท่านยังได้เร่งเร้าให้ประเทศไทยเจรจาต่อรองราคากับบรรษัทยาเจ้าของสิทธิบัตร ซึ่งทั้งความตกลงทริปส์และปฎิญญาโดฮามิได้กำหนดไว้เป็นข้อบังคับให้รัฐบาลใดต้องทำเช่นนั้นในกรณีที่เกิดวิกฤตปัญหาด้านสาธารณสุข ในข้อนี้ จึงดูเหมือนว่าท่านพยายามที่จะเขียนกฎหมายระหว่างประเทศขึ้นใหม่อีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเราพิจารณาข้อโต้แย้งของท่านลงในรายละเอียดจะยิ่งพบว่า คำกล่าวของท่านนั้นขาดความชอบธรรม ขอนุญาตเตือนความจำท่านอีกสักข้อว่า รัฐบาลไทยได้ทำการเจรจาต่อรองราคากับบริษัทยามาตลอดสองปี จึงค่อยใช้ทางออกสุดท้ายด้วยการประกาศใช้สิทธิ ทั้งๆ ที่มิได้มีข้อกำหนดผูกมัดให้ต้องเจรจากันก่อนมิใช่หรือ

ท่านยังได้ระบุอีกว่า การที่รัฐบาลไทยเสี่ยงใช้วิธีบีบบังคับให้บริษัทยาอื่นๆ ยกเลิกสิทธิบัตรนั้น อาจทำให้ประเทศไทย ถูกโดดเดี่ยวจากกลุ่มนักลงทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากต่างประเทศ

คำกล่าวนี้คล้ายแฝงนัยข่มขวัญกลายๆ แม้ว่ามาตรการของไทยจะชอบด้วยกฎหมาย แต่แอ๊บบอต บรรษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันกลับใช้วิธีตัดสิทธิไม่ให้ผู้ป่วยในไทยเข้าถึงนวัตกรรมด้านการแพทย์ของบริษัท เพื่อเป็นการตอบโต้ที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ทั้งๆ ที่ท่านน่าจะประณามพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตผู้ป่วยนับหมื่นๆ รายในประเทศ แต่ท่านกลับไม่ทำ การที่ท่านยอมรับพฤติกรรมที่เห็นแก่ผลกำไรเป็นที่ตั้งว่า “ปกติ” และกล่าวโทษแต่ประเทศไทยที่ตัดสินใจ เช่น กรณีแอ๊บบอต ย่อมแสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วใจท่านใคร่สนับสนุนการขู่ขวัญทำนองนี้มากกว่า

จึงเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง ที่ต้องมาเห็นสมาชิกคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปผู้หนึ่ง ทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศกำลังพัฒนา กับบรรษัทยาที่ไม่มีดุลยภาพอยู่แล้วกลับยิ่งเสียสมดุลย์ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ แต่ท่านก็ได้กระทำการเข้าข่ายสนับสนุนนโยบายของแอ๊บบอต ที่ใช้ผู้ป่วยเป็นตัวประกันเข้าแล้ว

สุดท้ายนี้ สภายุโรปได้ผ่านมติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเรียกร้องให้คณะกรรมมาธิการยุโรปสนับสนุนประเทศต่างๆ เช่นประเทศไทย ที่ใช้มาตรการยืดหยุ่นประการต่างๆ ที่มีบรรจุไว้ในความตกลงทริปส์และปฏิญญาโดฮา เช่นนี้แล้ว ท่านมีแผนจะทำอย่างไรกับมติสภายุโรป ในเมื่อจดหมายท่านถึงรัฐบาลไทยได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าขัดกับมติสภายุโรป อีกทำให้เราเชื่อว่าท่านไม่ใส่ใจนำพากับข้อเสนอแนะของสภายุโรปแต่อย่างใด หรือท่านจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าท่านมิได้เห็นเช่นนั้น

ทุกๆ วันจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์จากการเข้าไม่ถึงการรักษาถึงวันละหมื่นราย แต่เหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เอดส์เป็นโรคระบาดที่เกิดกับมนุษย์ แต่จากการที่ท่านทำเหมือนต้องการปกป้องสิทธิของบริษัทยามากกว่าชีวิตผู้ป่วยด้วยการกดดันรัฐบาลไทย จึงอาจทำให้ท่านกลายเป็นพันธมิตรกับโรคร้ายนี้ไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุนี้เราจึงขอให้ท่านแก้ไขข้อผิดพลาดประการทั้งปวงและคำกล่าวของท่าน อีกขอให้ท่านได้โปรดตระหนักอย่างชัดเจนว่า นโยบายของประเทศไทยนั้น สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา เราขอให้ท่านดำเนินแนวทางเดียวกับสภายุโรป ด้วยการสนับสนุนประเทศต่างๆ ที่ใช้มาตรการยืดหยุ่นที่มีบรรจุไว้ในความตกลงทริปส์และปฏิญญาโดฮา แต่หากท่านไม่ตอบกลับข้อเรียกร้องนี้ภายในเวลาที่เหมาะสม จำเป็นที่เราจะต้องดำเนินการและกล่าวประณามจุดยืนของท่านต่อสาธารณชน

 
ด้วยความนับถือ
 
Act Up-Paris AIDES
   
เอ็มมานูเอล ชาโต้ บรูโน สไปร์
ฮิวจ์ ฟิชเชอร์ President
Co-President  
   
เจโรม มาร์ติน  
คณะกรรมการระหว่างประเทศ  
 
 
 
อ่านจดหมายตอบกลับจาก นายปีเตอร แมนเดลสัน ที่มีถึงกลุ่มแอ๊คอัพ ปารีส ในช่วงเวลาต่อมาได้ที่นี่
 
 
 
 

 

กลับหน้าแรก CL MOVEMENT