กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

 

     
     
 
'หมอสงวน' เผยเตรียมชงให้สธ.ใช้  CL ยามะเร็ง 4 ตัว
 
เลขา สปสช.เผยอนุกรรมการฯ พร้อมเสนอต่อ สธ.ให้ใช้สิทธิประกาศ"ซีแอล" แก้ปัญหาการเข้าถึง"ยาต้านมะเร็ง" 4 ตัวที่ใช้กับคนไทย
นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นและมีปัญหาในการเข้าถึงของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ได้กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ฯ ว่า คณะอนุกรรมการฯ จะเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข ให้พิจารณาแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยามะเร็งจำนวน 4 รายการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขน่าจะนำไปพิจารณาต่อรองราคากับบริษัทยา และหากมิได้รับความร่วมมือจากบริษัทยา กระทรวงสาธารณสุขก็อาจประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาก็ได้
สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

นายแพทย์สงวน กล่าวว่า ยาสำหรับโรคมะเร็งที่คณะอนุกรรมการฯพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นแต่มีราคาแพงมากประชาชนเข้าถึงยากมี 4 รายการ ได้แก่ อิมาทินิบ (Imatinib), โดซีแท็คเซล (Docetaxel), เออร์โลทินิบ (Erlotinib) และ เล็ทโทรโซล (Letrozole) ยาอิมาทินิบ ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งทางเดินอาหาร ยาโดซีแท็คเซลใช้รักษามะเร็งปอดและมะเร็งเต้านม ยาเออร์โลทินิบใช้รักษามะเร็งปอด และยาเล็ทโทรโซลใช้รักษามะเร็งเต้านม

"เช่นกรณียาเล็ทโทรโซลนั้นสามารถหายาที่มีราคาถูกมากได้ หากเมื่อเทียบกับยาต้นตำรับแล้วจะถูกกว่ายาต้นตำรับเกือบ 40 เท่า เช่น จากราคาของบริษัทหรือยาต้นตำรับราคา 230 บาท ขณะที่ราคายาชื่อสามัญนั้นเพียง 6 บาท" เลขาธิการสปสช. กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนการพิจารณาว่าจะคัดเลือกยารายการใดนั้น ได้มีการพิจารณากลุ่มยาที่มีราคาสูงถึง 10 กลุ่มยา ได้แก่ ยาลดไขมัน ยาปฏิชีวนะ ยาเบาหวาน ยาลดการอักเสบ ยามะเร็ง ยารักษาแผลในทางเดินอาหาร ยาลดความดันโลหิต ยาต้านไวรัส ยาชา และยาในทางเดินปัสสาวะ ท้ายที่สุดก็เห็นร่วมกันว่า ยามะเร็งมีความสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งเพิ่มการเข้าถึงเนื่องจากเป็นเรื่องความเป็น-ความตายของประชาชนและปัจจุบันจากสถิติพบว่า เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย

เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า การพิจารณาครั้งนี้มีหลักเกณฑ์ว่า เป็นยาที่จำเป็นในการแก้ปัญหาสาธารณสุข โดยเฉพาะเป็นยาที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการช่วยชีวิต แต่ยาหรือเวชภัณฑ์นั้น มีอุปสรรคต่อการเข้าถึง หรือเป็นปัญหาด้านภาระอันหนักหน่วงต่อระบบหลักประกันสุขภาพ

ส่วนที่ให้ความสนใจต่อโรคมะเร็ง เพราะเป็นโรคที่ทำให้ประชาชนตายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ครองแชมป์ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และที่เลือกยาที่ใช้กับโรคมะเร็งปอดและมะเร็งเต้านม ก็เพราะมะเร็งทั้งสองเกิดขึ้นกับผู้ชายและผู้หญิงมากเป็นอันดับต้นๆตามลำดับ ยาที่ใช้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งทางเดินอาหารที่เรียกว่า จิ๊สต์ (GIST : Gastro-Intestinal Stromal Tumor) ก็แสดงประสิทธิผลได้ดีมาก ช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน และปัจจุบันยาเพียงตัวเดียวที่ใช้ในการรักษา เมื่อมีราคาแพง ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงก็กลายเป็นปัญหาเพียงจากผู้ป่วยไม่มียาตัวเลือกอื่น

ทั้งนี้ ในขั้นตอนต่อไปหลังจากคณะอนุกรรมการนี้เสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขแล้ว คณะกรรมการต่อรองราคาฯที่มีเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเป็นประธาน ก็จะทำหน้าที่ต่อรองกับบริษัทที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างๆดังกล่าว หรือเจรจาเพื่อขอความร่วมมือกับบริษัทในการทำ Voluntary Licensing หรือการให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือที่บริษัทยาเรียกร้องมาโดยตลอด แต่ถ้ากระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางออก ก็จะให้คณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรที่มี นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน พิจารณาว่าจะใช้มาตรการใดในการแก้ปัญหาการเข้าถึงยา ซึ่งการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาเป็นมาตรการสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากใช้มาตรการอื่นไม่ได้ผล

นายแพทย์สงวน กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการดำเนินการเป็นขั้นตอนแบบนี้จะช่วยลดคำครหาที่บริษัทยาข้ามชาติจะกล่าวหาว่า ไม่มีความโปร่งใสลงได้ หรือหากบริษัทยาเห็นความทุกข์ของผู้ป่วยแล้วร่วมกันหาทางออกร่วมกัน และให้ความร่วมมือก็จะเกิดนิมิตใหม่แห่งความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ในการประชุมครั้งต่อไปจะมีการถกกันต่อว่าจะเพิ่มการเข้าถึงยาอื่นๆได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงยากำพร้า(Orphan drugs) ที่ไม่มีผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามาแต่มีความจำเป็นต่อคนไข้ที่ต้องใช้ด้วย

"ประเด็นหลักในการคัดเลือกยาครั้งนี้ได้พิจารณาจากปัญหาสาธารณสุขระดับชาติเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ การศึกษาจำนวนคนไข้ที่มีจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงยา อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นพบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในโครงการฯได้เข้ามาสู่โครงการเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2548 แบ่งเป็นผู้ป่วยนอกที่ป่วยเป็นมะเร็งจำนวน 20,481 คน เข้ารักษาในหน่วยสถานพยาบาลจำนวน 101,148 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายจำนวน263 ล้านบาทและผู้ป่วยใน มีจำนวน 20,104 คน เข้ารักษาในหน่วยสถานพยาบาลจำนวน 57,181 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายจำนวน 690 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2549 มีจำนวนผู้ป่วยนอก 23,508 คนเข้ารักษา ในสถานพยาบาล จำนวน 143,287 ครั้ง เป็นเงิน 255 ล้านบาท ผู้ป่วยในจำนวน21,509 คน เข้ารักษาในสถานพยาบาลจำนวน 63,703 ครั้ง มีค่าใช้จ่าย 1,022 ล้านบาท" นายแพทย์สงวน กล่าว

 

 

กลับหน้าแรก CL MOVEMENT