เมื่อเร็วๆ นี้ อัยการแห่งรัฐเซา เปาโล ได้เดินทางมาที่ศาลเพื่อขอรับยาดังกล่าว พร้อมกับยาตัวอื่น ซึ่งยานี้แนะนำให้ใช้รักษาผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีภูมิต้านทานต่ำมากจนร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาขนานอื่นๆ ผู้ป่วยชายผู้นี้ไม่มีเงินมากพอจะนำเข้ายามาใช้เอง ศาลได้อนุมัติคำร้องนั้น ทว่าคำสั่งยังมาไม่ถึงเจ้าหน้าที่รัฐเซา เปาโล ซึ่งมีหน้าที่นำเข้ายาดังกล่าวตามคำสั่งศาล ทำให้ผู้ป่วยต้องรักษาด้วยยาปฎิชีวนะไปพลางๆ ก่อน Felipe Pereira อัยการรัฐเซา เปาโล กล่าว
บริษัทโบห์ริงเจอร์ อินเกลไฮม์ ขอยกเลิกคำขอขึ้นทะเบียนยา tipranavir ของบริษัท ซึ่งเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียว ทั้งนี้บริษัทได้ยื่นเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ว่า จะต้องไม่มีการละเมิดสิทธิบัตรยาดังกล่าว ระหว่างที่รัฐบาลกำลังดำเนินการตามขั้นตอนนั้น ประธานบริษัทยากลับขอยกเลิกการขึ้นทะเบียน แม้ว่าบริษัทสาขาจะต้องการให้มีการขึ้นทะเบียนยาดังกล่าวก็ตาม ทั้งนี้บริษัทขอยกเลิกการขึ้นทะเบียนเนื่องจากไม่มีการรับรองเรื่องสิทธิบัตรตามเงื่อนไข ซึ่งนาย Adauto Castelo Filho ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ หนึ่งในคณะผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมทำการศึกษาวิเคราะห์ยาดังกล่าวในประเทศบราซิลกล่าวว่า การตัดสินใจทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์
จากข้อมูลของนาย Castelo บริษัทได้ขอยกเลิกการขึ้นทะเบียนยาตั้งแต่กลางปี 2549 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาต้านไวรัสเอฟฟาวิเรนซ์ในเดือนพฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา แต่ไม่มีการเปิดเผยการตัดสินใจดังกล่าวต่อสาธารณชน กระนั้นหุ้นส่วนของบริษัทยาได้กล่าวยืนยันกับสื่อมวลชนว่า เป็นเพราะมาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ที่ทำให้ยาดังกล่าวไม่มีวางจำหน่ายในประเทศบราซิล ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศบราซิลไม่ใช่ตลาดสำคัญสำหรับยา tipranavir จนถึงกับทำให้บริษัทต้องตัดสินใจใช้วิธีการที่เท่ากับเป็นการตัดโอกาสผู้ป่วยในประเทศในการเข้าถึงยาที่มีจำหน่ายทั้งในยุโรปและสหรัฐ
บริษัทโบห์ริงเจอร์ อินเกลไฮม์ ชี้แจงว่าบริษัทเคารพกฎหมายบราซิล พร้อมสัญญาว่าจะขึ้นทะเบียนยาดังกล่าวในประเทศบราซิล tipranavir เป็นตัวยาสำคัญที่ใช้ควบคุมเชื้อเอชไอวี ซึ่งทางบริษัท (หนึ่งใน 20 ยักษ์ใหญ่บรรษัทยาของโลก) แจ้งว่ามีแผนจะวางจำหน่ายในประเทศบราซิลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทว่าการทำตลาดสินค้าทุกชนิดของบริษัทโบห์ริงเจอร์ อินเกลไฮม์ ขึ้นอยู่กับแผนกลยุทธ์ที่บริษัทวางไว้ จึงมีแนวโน้มว่าอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต จากข้อมูลของบริษัท มีผู้ป่วยจำนวน 92 รายในประเทศบราซิลที่ได้รับยา tipranavir ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยยาดังกล่าวของบริษัท
เจ้าของสิทธิบัตรย่อมมีสิทธิตัดสินใจไม่ขึ้นทะเบียนยาใดๆ ก็ได้ ทว่าในขณะที่บริษัทยาอื่นๆ กลับไม่เคยมีบริษัทใดยุติการทำตลาดยาแม้จะไม่มีการรับรองว่าตนจะมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียวในการจำหน่ายยานั้นๆ โดยปกติแล้วจะมีการอนุญาตกันเป็นการล่วงหน้าให้สามารถทำตลาดยาได้ก่อนที่จะเสร็จสิ้นกระบวนการวิเคราะห์และขั้นตอนการพิจารณาที่เนิ่นช้าโดยสำนักสิทธิบัตรบราซิล (INPI) และคณะกรรมการกำกับดูแลยา (ANVISA)
การกระทำเช่นนี้มิใช่เรื่องใหม่ในโลกของธุรกิจยา มีบริษัทอื่นที่เคยประกาศยกเลิกการขึ้นทะเบียนยาในประเทศที่บริษัทเห็นว่า ใช้กฎหมายสิทธิบัตรที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของตน เช่นประเทศไทยที่ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ เมื่อไม่นานมานี้
นาย Castelo Filho คำนวนว่ามีผู้ป่วยราวสองถึงสามพันรายที่จะได้ประโยชน์จากยา tipranavir สำหรับเขาแล้ว เนื่องจากรัฐบาลบราซิลและกระทรวงสาธารณสุขไม่ยอมทำการเจรจา อีกทั้งไม่ทุ่มเททำงานอย่างจริงจังมากพอเพื่อจัดหายาดังกล่าวซึ่งมีราคาแพงมาก และในเร็วๆ นี้โครงการรักษาโรคเอดส์จะจัดหายาขนานอื่นมาทดแทนสำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยา นั่นคือยา Darunavir
|