กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

 

     
     
 
ภาคประชาชนบุกยื่นหนังสือค้านทบทวน CL
 

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ พร้อมกลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งกว่า 50 คน เดินทางมาที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อเข้าพบนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณีจะทบทวนการประกาศใช้สิทธิ เหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ยารักษาโรคมะเร็ง 4 รายการ
ได้แก่ ยามะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งทางเดินอาหารและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่น.พ.มงคล ณ สงขลา อดีตรมว.สาธารณสุข ประกาศซีแอลไปแล้ว แต่เนื่องจากนายไชยาติดภารกิจ จึงขอเลื่อนเวลาจากเดิมเวลา 13.00 น.เป็นเวลา 15.00 น.

บุกสธ.ขอเหตุผลทบทวนซีแอล

นายนิมิตร์ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อมาขอเหตุผลที่มีแนวคิดจะทบทวน เพราะฟังจากน้ำเสียงรัฐมนตรีแล้วดูเหมือนมีแนวโน้มไปในทิศทางยกเลิกการทำซีแอลยามะเร็ง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียตามมา โดยเฉพาะต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะรัฐต้องนำงบประมาณที่ใช้ในการรักษามาจ่ายค่ายาที่มีราคาแพงมาก ซึ่งค่ายาต่อผู้ป่วยมะเร็งอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อปี หากมีผู้ป่วยมะเร็ง 10 คน จะต้องใช้งบประมาณรักษาถึง 10 ล้านบาท ขณะนี้งบค่าเหมาจ่ายรายหัวก็ไม่พออยู่แล้ว ที่ผ่านมามีการของบเหมาจ่ายรายหัวที่ 2,500 บาทต่อคนต่อปี แต่กลับได้รับเพียง 2,100 บาทต่อคนต่อปี หากยกเลิกต้องดึงงบประมาณส่วนอื่นมาจ่ายจะกระทบทั้งระบบรักษา ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสียหาย ดังนั้น อย่าคิดเร็ว ถ้าจะยกเลิกต้องมีแนวทางให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่ดีกว่าการทำซีแอลก่อน แต่ถ้ายืนยันจะยกเลิกจริงพวกเราคงทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

ชี้จะเลิกต้องมีเหตุผล-วิธีที่ดีกว่า
นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ป่วยออกแถลงการณ์ข้อเสนอ 3 ข้อคือ 1.ไม่ต้องการให้ยกเลิกการทำซีแอลที่ดำเนินการมาแล้ว 2.ถ้านายไชยาจะแก้ไขซีแอลกับยารักษาโรคมะเร็ง เครือข่ายผู้ป่วยและภาคประชาชนต้องการมีส่วนร่วมพิจารณา ไม่อยากให้รมว.ตัดสินใจจากการฟังข้อมูลฝ่ายเดียว และ3.นายไชยาถือว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ของกระทรวงนี้ ก่อนการแถลงนโยบายใดๆ ควรรอบคอบ ปรึกษาฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อน ยืนยันว่าการทำซีแอลที่ผ่านมา มีขั้นตอนถูกต้อง มีบันทึกการเจรจา หลักฐานการประชุมร่วมกับบริษัทยาทุกครั้ง


เตือนบาปกรรมเจอกับตัวจะรู้สึก

ด้านนางสายชล แซ่ลิ้ม รองประธานฝ่ายดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ชมรมชี่ไดนามิกส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ไม่คาดหวังกับรัฐมนตรีว่าจะทำซีแอลตัวยาต่อไป เพราะแม้ประกาศที่ลงนามไปแล้ว ก็ยังจะทบทวน เท่าที่ได้สัมผัสผู้ป่วยบางคน ฉีดคีโม เพียง 3 เดือน ก็เลิกเพราะทนไม่ไหว เนื่องจากยาราคาถูกคุณภาพต่ำ ส่งผลข้างเคียงรุนแรง คนมีอำนาจที่ไม่ยอมอนุมัติให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้นั้น ถือเป็นบาปกรรม

เมื่อใดที่ตัวเองหรือญาติเป็นมะเร็ง ถึงจะรู้สึกว่า ชีวิตของผู้อื่นก็มีค่าเช่นกัน เมื่อนั้นถึงมีเงินฉีดยาเข็มละแสน เข็มละล้าน ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะจิตใจไม่มีเมตตา
 

แพทยชนบทติงพิจารณารอบด้าน

เช่นเดียวกับน.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท แสดงความแปลกใจที่รัฐมนตรีสาธารณสุขเลือกทำเรื่องยกเลิกซีแอลก่อน ทั้งที่มีเรื่องดีๆอีกหลายเรื่องที่ควรทำ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นายไชยาพูดเองว่าไม่รู้ข้อมูลจำนวนคนเป็นมะเร็ง ขอดูข้อมูลก่อน แต่กลับรู้ว่าบริษัทยาสูญเงินจากการทำซีแอลไปหลายหมื่นล้าน และยังบอกว่าดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย WTO แสดงว่าน่าจะรับข้อมูลด้านเดียวมาจากบริษัทยา โดยไม่ดูข้อมูลทางการแพทย์และความทุกข์ยากของผู้ป่วยเลย จึงขอฝากถึงรมว.สาธารณสุขว่า ขอให้อาศัยการทำงานสาธารณสุขเป็นการสร้างเครดิตให้ตัวเอง ทำนโยบายด้านอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า อย่าทำในเรื่องที่สังคมจะเคลือบแคลงสงสัยว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง

อ้างทบทวนเพราะก.พาณิชย์เตือน
จนกระทั่งเวลา 15.00 น. นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข เดินทางมาถึงกระทรวงสาธารณสุข และเริ่มหารือกับตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยฯประมาณ 40 นาที ก่อนกล่าวกับกลุ่มเครือข่ายฯว่า สาเหตุที่คิดจะทบทวนการทำซีแอลใหม่ เพราะเห็นหนังสือของกระทรวงพาณิชย์ ลงนามโดยนายเกริกไกร จีระแพทย์ รมว.พาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2550 เรื่องแสดงความเป็นห่วงต่อการทำซีแอลยามะเร็ง โดยเฉพาะมาตรการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาที่ใช้กฎหมาย มาตรา 301 พิเศษ โดยจะจัดสถานะไทยจากประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรง (PFC) ซึ่งเป็นการตอบโต้ขั้นรุนแรงมากที่สุด

นายไชยา กล่าวต่อว่า หนังสือฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ของสหรัฐฯ(ฟาร์ม่า)ทำความเห็นเสนอสมาคมผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์)ให้เลื่อนสถานะของไทยเป็นประเทศพีเอฟซี ซึ่งจะประกาศรายชื่อประเทศที่อยู่ในบัญชีพีเอฟซี ในวันที่ 30 เดือนเมษายนนี้ ดังนั้น ขอให้สธ.ระวังในการดำเนินการซีแอล โดยให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจจะดีกว่า
ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวส่งถึงนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ซึ่งต่อมานายโฆษิตเป็นประธานนัดประชุมร่วมสามฝ่ายในวันที่ 4 มกราคมคือ สธ. กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงต่างประเทศ แต่ไม่สามารถหารือได้เพราะรมว.สธ. ขณะนั้นติดภารกิจต่างประเทศ

ฟุ้งห่วงผลประโยชน์ชาติกลัวมะกันขึ้นบัญชี
นายไชยายังยืนยันว่า ตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้องแล้วแบบสันติวิธี โดยเรียกบริษัทมาคุยอีกว่า จะลดราคายาให้ได้หรือไม่ หากลดได้อีกก็ตกลงทำเอ็มโอยูร่วมกัน แต่ตนทำแบบลับๆ เดินในเชิงลึกป้องกันประเทศอื่นรู้แล้วทำตามเรา

“พวกคุณไม่ต้องมาห่วงผมว่าผมจะเดินตามเกมเขา ผมไม่ใช่คนขี้จั๊กกะจี้ ผมจะรักษาผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วย ซึ่งผมพูดไปก็เหมือนประจานรมว.สธ.คนเก่า”นายไชยากล่าว

ชี้ผู้ป่วยอย่าวิตกจริตรัฐพร้อมช่วย
และว่า ขอให้เครือข่ายผู้ป่วยฯ อย่าพึ่งวิตกจริต คำว่าทบทวนต่างจากคำว่ายกเลิก ทบทวนอาจหมายถึงเดินหน้าทำซีแอลยามะเร็งต่อไปก็ได้ หากเชิญบริษัทยามาเจรจาแล้วไม่ยอมลดราคาให้ แต่ที่ผ่านมาจากการทำซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ 500 ล้านบาท ขณะที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องสูญเสียรายได้เป็นหมื่นแสนล้านบาท อีกทั้ง การยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม 30 บาท ก็ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 2 พันล้านบาท

รมว.สธ.คนใหม่กล่าวด้วยว่า เครือข่ายผู้ป่วยฯไม่ต้องกลัวเข้าไม่ถึงยา รัฐบาลกลางต้องจัดสรรหางบประมาณมาช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ช่วยแล้วเสียหายทั้งประเทศคงยอมไม่ได้ ซึ่งตนพิจารณา มาตรา 22 ของพ.ร.บ.สิทธิบัตรแล้วว่า ไม่เข้าข่ายให้ไทยทำซีแอลได้

ยันไม่เดินตามเกมบ.ยาโวรวยกว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์มีตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยถามแทรกขึ้นมาว่า ขอคำตอบแค่ว่ารัฐมนตรีจะเอาชีวิตคนเป็นหลักหรือเศรษฐกิจเป็นหลัก นายไชยาตอบว่า ชีวิตของประชาชนก็ต้องสนใจ ขณะเดียวกันการค้าระหว่างประเทศก็ต้องสนใจ แต่ตนต้องห่วงประเทศชาติ เมื่อทบทวนไม่ได้ยกเลิกก็ต้องหาช่องทางบริษัทยามาหารือกัน ตนไม่ได้พูดเข้าข้างใคร ระหว่างนั้นมีผู้ป่วยถามแทรกอีกว่า ตอนนี้บริษัทยาวิ่งเต้นมากเลยใช่ไหม นายไชยา ตอบกลับทันทีว่า “ไม่ต้องกลัว บริษัทยาไม่รวยเท่าขนหน้าแข้งผมหรอก พวกคุณเห็นบ้านผมหรือยัง”

เครือข่ายจวกเละเข้าข้างบริษัทยา
ผู้สื่อข่วรายงานว่า บรรยากาศการหารือตึงเครียด เพราะเครือข่ายผู้ป่วยฯไม่พอใจคำตอบที่ได้รับว่าจะมีจุดยืนในการทำซีแอลอย่างไร โดยเปล่งเสียง “ถูกใจ ถูกต้อง” เป็นระยะๆ
นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ/เอชไอวีแห่งประเทศ กล่าวว่า ไม่ได้รับความชัดเจนจากรมว.สธ.คนใหม่ต่อแนวทางการทบทวนจะเป็นไปในทิศทางใด จะทำบันทึกข้อตกลงกับบริษัทยาก็ไม่ชัดเจน รัฐมนตรีจะเอาความสูญเสียทางเศรษฐกิจมาเทียบกับชีวิตคนไม่ได้ มันคนละเรื่อง พวกตนเป็นคนจนไม่ใช่คนรวยอย่างรัฐมนตรี จะเข้าถึงยาได้อย่างไร จะหวังพึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหาเงินมาช่วยผู้ป่วยคงเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญ ฟังจากที่รัฐมนตรีพูดชัดว่าเอนเอียงไปทางบริษัทยาและกระทรวงพาณิชย์มากกว่าประชาชน

ไล่ผู้ป่วยกินดอกไม้จันท์แทนยา
ขณะที่นายไพศาล จงอนุรักษ์ อดีตประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคกลาง เปิดเผยว่า ระหว่างการหารือตนพูดขึ้นว่า “ถ้าท่านทบทวนยกเลิกซีแอล ผมคงไม่มียากิน แต่ผมต้องกินยาทุกวัน ดังนั้น ผมคงต้องคิดแล้วว่าต้องกินยาอะไรต่อ" ตอนนั้นตนเองนึกชื่อยาฆ่าหญ้าไม่ออก เลยถามเพื่อนว่า ยาฆ่าหญ้าชื่ออะไร รัฐมนตรีตอบกลับมาว่า "ถ้าเป็นเขาให้กินดอกไม้จันท์แล้ว" พอเพื่อนบอกว่า ยากรัมม็อกโซล ตนจึงบอกไปว่า "ดอกไม้จันท์ผมไม่กิน ผมกินยาฆ่าหญ้า" ตอนนั้นตนไม่รู้สึกอะไร แต่พอกลับมาคิดก็เห็นว่า รัฐมนตรีมีมุมมองว่า ถ้าเป็นผู้ติดเชื้อสมควรขึ้นเมรุแล้วใช้ดอกไม้จันท์ได้เลย ส่วนตนคิดแบบนั้น เพราะตีความได้แบบนั้น รัฐมนตรีตีค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเราน้อยเกินไป

เอ็นจีโอเซ็งรมต.กลวง
นายนิมิตร์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังการหารือว่า ฟังรัฐมนตรีพูดแล้วรู้สึกห่อเหี่ยว สงสารตัวเองและเครือข่ายฯที่ต้องสู้อีกนาน รู้สึกไม่เชื่อใจรมว.สธ.เลย ข้อมูลที่รัฐมนตรีพูดวันนี้แสดงชัดอยู่แล้วว่าพูดโดยไม่มีข้อมูล และไม่เข้าใจระบบสาธารณสุขเลย อีกทั้ง การอ้างเอกสารที่ส่งมาจากกระทรวงพาณิชย์ แล้วประกาศจะทบทวนซีแอลเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะรมว.ควรปรึกษาหารือกับคนในกระทรวงหรือผู้ที่ดูแลเรื่องซีแอลมาให้ข้อมูล จดหมายดังกล่าว เป็นเพียงข้อกล่าวหาของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ที่คาดว่าจะมีผลกระทบจากการทำซีแอล แต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ดังนั้น ทั้งรัฐมนตรีพาณิชย์และสาธารณสุขควรเลิกเอามาเป็นข้ออ้างว่าไทยจะถูกจับตามองเป็นประเทศละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรงได้แล้ว

 

 

กลับหน้าแรก