กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

 

     
     
 
5 เหตุผล ทำไมไม่ควรล้ม‘ซีแอล’ยามะเร็ง
สำนักข่าวประชาไท, 8 ก.พ. 51

 

ภายหลังการเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ของ นายไชยา สะสมทรัพย์ ก็เกิดข้อถกเถียงกันอีกครั้งว่าด้วย การประกาศใช้มาตราบังคับใช้สิทธิ หรือ CL (Compulsory License) เพราะรัฐมนตรีคนก่อน นายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีคนก่อนได้ลงนามประกาศใช้ซีแอลกับยามะเร็งเพิ่มเติมอีก 4 ตัวหลังจากประกาศไปแล้ว 3 ตัว (ยาต้านไวรัส 2 ตัว และยาโรคหัวใจ 1 ตัว) โดยรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคพลังประชาชน ประกาศชัดทันควันว่าจะทบทวนนโยบายซีแอลนี้ เนื่องจากบริษัทยาได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ และจะมีการกดดันในการประกาศให้ไทยเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

เรื่องนี้จะได้คุ้มเสียหรือไม่คงต้องมีการถกเถียงกัน “ได้” อะไร “เสีย” อะไร และจะมีทางออกอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เหตุผลของกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ซีแอลกับยามะเร็งอีก 4 ตัว.....และนี่คือ เหตุผล 5 ข้อใหญ่เบื้องหลังการตัดสินใจและกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น

 

CL (Compulsory License) ถือเป็นมาตรการหนึ่ง ที่อยู่ในข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลก เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบด้านสาธารณสุข ที่เกิดจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี

และสำหรับยา ปัจจุบันนอกจากจะต้องคุ้มครอง ‘กรรมวิธีการผลิต’ แล้ว ยังจะต้องคุ้มครอง ‘ตัวผลิตภัณฑ์’ ของยานั้นๆ ด้วย ทำให้การผูกขาดยิ่งหนักหน่วงขึ้น ตามกฎเกณฑ์ของมาตรการใช้สิทธิ ประเทศที่ไม่มีศักยภาพในการผลิตยาจำเป็นบางชนิด สามารถประกาศมาตรการใช้สิทธิ แล้วผลิตเองภายใน หากประเทศนั้นมีศักยภาพเพียงพอ หรือนำเข้ายาชื่อสามัญที่ราคาถูกกว่าในประเทศอื่น ที่มีศักยภาพในการผลิตก็ได้ หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน, เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นในประเทศ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์
1. ยาแพง: รวยไม่จริง อย่าคิดรักษา

โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย การรักษาต้องใช้เงินเยอะ หลายคนประสบภาวะล้มละลาย เมื่อต้องรักษาคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ เพราะยามะเร็งมีสิทธิบัตรคุ้มครอง สามารถผูกขาดตลาดได้จึงราคาสูงมาก

ลองเปรียบเทียบราคายามะเร็งที่ใช้กันอยู่ซึ่งติดสิทธิบัตร กับยาชื่อสามัญที่ผลิตในประเทศอื่นๆ (ราคาทั่วไปก่อนการต่อรองโดยคณะกรรมการต่อรองราคายาฯ)

ชื่อยา ราคายาที่ติดสิทธิบัตร ราคายาชื่อสามัญ
ยา Docetaxel (ชื่อทางการค้า Taxotere)
ใช้รักษาโรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม
25,000 บาทต่อเข็ม 4,000 บาทต่อเข็ม
ยา Letrozole (ชื่อทางการค้า Femara)
ใช้รักษามะเร็งเต้านม กิน 1 เม็ดทุกวัน
230 บาทต่อเม็ด 6-7 บาทต่อเม็ด
ยา Erlotinib (ชื่อทางการค้า Tarceva)
ใช้รักษามะเร็งปอด กิน 1 เม็ดทุกวัน
2,750 บาท ต่อเม็ด 735 บาทต่อเม็ด
ยา Imatinib (ชื่อทางการค้าว่า Glivec)
ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาด มะเร็งทางเดินอาหาร ใช้ยานี้อย่างน้อยวันละ 400 มก.
917 บาทต่อเม็ด
(ขนาด 100 มก.)
50-70 บาทต่อเม็ด
(ขนาด 100 มก.)
     
 
ด้วยราคายาที่สูงขนาดนี้ รัฐแบกรับไม่ไหว โรคมะเร็ง จึงไม่อยู่ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแบบใดๆ ใครป่วยต้องจ่ายเอง แต่เมื่อทำซีแอล รัฐจะสามารถสั่งซื้อยาชื่อสามัญทั้ง 4 รายการจากที่อื่นที่ ราคาถูกกว่ามาก เพื่อรักษามะเร็งมาใช้รักษาประชาชนภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้

ส่วนเรื่องคุณภาพของยาชื่อสามัญนั้น อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมคุณภาพยาของประเทศไทย คือ ระบบการขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะตรวจสอบตัวอย่างยาอย่างรวดเร็ว และเข้มงวด และมีการเดินทางไปดูสภาพและคุณภาพโรงงานที่ทำการผลิตยาชื่อสามัญที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ไทยจะนำเข้ายาชื่อสามัญด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจสอบภายหลังการนำเข้า และระบบการรับข้อมูลจากแพทย์ผู้ใช้
 
2. คุยกับบริษัทยา : ต่อรองกันได้ผล - ไม่ได้ผล

ตามกฎหมายไทยและข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (WTO) รัฐสามารถประกาศใช้ซีแอลได้ โดยไม่ต้องเจรจากับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร (เพียงแต่แจ้งให้ทราบ) ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะลงนามประกาศใช้สิทธิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีคำสั่งให้คณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร ไปดำเนินการเจรจากับบริษัทยาหลายครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ตกลงกันได้ ซึ่งได้ผลระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงตามที่กระทรวงคาดหวัง

คณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาฯ ได้เจรจาต่อรองกับ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซาโนฟี-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรของยาทั้ง 4 รายการ รวมเป็นการเจรจาถึง 12 ครั้ง ในช่วงเกือบ 3 เดือน ผลปรากฏว่า

ยา Erlotinib ลดราคาลงร้อยละ 30

ยา Docetaxel ลดราคาจนอาจเหลือเพียงร้อยละ 20 ของราคาเดิม แต่บริษัทลดราคาให้แบบมีเงื่อนไข โดยให้แบ่งความรับผิดชอบในการ
รักษากับภาครัฐ ซึ่งมีรายละเอียดมากและเป็นไปได้ยากในการจัดการ

ยา Letrozole ลดราคาลง 1 ใน 3

ยา Imatinib บริษัทยืนยันให้ความช่วยเหลือ โดยการให้ยาฟรีเฉพาะผู้ป่วยที่มีรายได้น้อย ภายใต้เงื่อนไขของบริษัท ซึ่งจะมีคนไทยประมาณ
10 ล้านคนที่ไม่เข้าข่ายโครงการดังกล่าว

โดยสรุปจึงถือว่า การเจรจาไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้ว่า ราคายาน่าจะลดลง จนอยู่ในวิสัยที่ไม่เป็นภาระแก่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากนัก และเป็นราคาสุทธิที่ไม่รวมเงื่อนไขที่ยากต่อการปฏิบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ลงนามในประกาศซีแอลทั้ง 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2551

แต่เพื่อให้โอกาสอีกครั้งแก่ผู้ทรงสิทธิบัตร จึงให้มีการเจรจาครั้งสุดท้าย ปรากฏว่า ความคืบหน้าที่น่าสนใจและนับเป็นการเจรจาที่ได้ผลคือ กรณีที่บริษัท โนวาร์ตีส ได้เสนอให้ยา Imatinib โดยไม่คิดมูลค่า แก่ผู้ป่วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยกำหนดเพดานรายได้ครัวเรือนไว้ไม่เกิน 1.7 ล้านบาทต่อปี ภายใต้โครงการที่เรียกว่าโครงการ GIPAP (Glivec International Patient Assistance Program)

และเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นไปอย่างไม่ขาดตอน บริษัทจึงเสนอให้ประกาศใช้ซีแอลต่อยาดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขว่า ให้ดำเนินการใช้ซีแอลก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกโครงการ GIPAP ดังกล่าว

 
3. ซีแอล : เลือกยาแบบมี “ขอบเขต” “เหตุผล”

การประกาศซีแอลกับยามะเร็งเพิ่มอีก 4 ตัว จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงขอบเขตของการใช้มาตรการนี้ ที่ผ่านมาหลักเกณฑ์ในการเลือกว่าจะประกาศซีแอลกับยาตัวใดนั้น คือ

1. เป็นยาหรือเวชภัณฑ์ที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือที่จำเป็นในการแก้ปัญหาสาธารณสุข หรือต้องใช้ในภาวะฉุกเฉิน หรือต้องใช้ในโรคระบาด หรือต้องใช้เพื่อการช่วยชีวิต (Life-saving drugs )
2. ยาหรือเวชภัณฑ์นั้น มีอุปสรรคต่อการเข้าถึง หรือเป็นภาระด้านการเงินที่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สามารถรองรับได้

ส่วนการที่กระทรวงฯ ได้จัดตั้งกลไกการทำงานเรื่องนี้อย่างชัดเจนถึง 3 กลไกคือ คณะอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นและมีปัญหาในการเข้าถึงของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ, คณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ, คณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร ทำให้เกิดข้อกล่าวหาว่า จะมีการประกาศซีแอลอย่างต่อเนื่องกับยาทุกตัว แต่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันชัดเจนว่าการมีกลไกเช่นนี้ก็เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเป็นระบบ รอบคอบ โปร่งใส มีส่วนร่วมจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้มีการเจรจากับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร

เครื่องยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่าซีแอลจะไม่ใช่มาตรการที่ใช้พร่ำเพรื่อ คือ การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงฯ กับผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัช มีวัตถุประสงค์ สำคัญคือ

1.การปรับปรุงการเข้าถึงยาแก่ประชาชนรายได้น้อย
2.ช่วยลดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ เช่น neglected disease
3.สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศในด้านสาธารณสุข

 
4. ความกังวล : จะโดนตอบโต้อย่างไร หรือจะได้ไม่คุ้มเสีย

จากประสบการณ์การประกาศซีแอลที่ผ่านมา ไทยถูกจัดสถานะประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จากระดับ “เฝ้าระวัง” (Watch List - WL) เป็นประเทศที่ต้อง “เฝ้าระวังเป็นพิเศษ” (Priority Watch List - PWL) มาคราวนี้จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าการตัดสินใจดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 4 รายการเพิ่มเติมจากเดิม จะทำให้ประเทศไทยถูกจัดสถานะที่แย่กว่าเดิม ถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร หรือ (GSP) และจะเกิดผลเสียต่อภาคธุรกิจหรือไม่ เพราะจะมีการพิจารณาจัดสถานะประเทศคู่ค้าตามกฎหมายการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ อีกในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 นี้

เหตุผลที่สหรัฐให้เมื่อปีที่แล้ว ที่สำคัญคือความสงสัยในความเข้มงวดในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะคือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์และซีดี/ดีวีดีของภาพยนตร์และเพลง ส่วนเรื่องสิทธิบัตรยานั้น สหรัฐไม่เคยบอกว่าไทยดำเนินการผิดกกฎหมายไทยหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่มีความกังวลในปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดพิมพ์สมุดปกขาวชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด และทางสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความไม่โปร่งใสนั้นคืออะไร นอกจากการระบุให้มีการเจรจากับผู้ทรงสิทธิบัตรก่อน ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้ทำอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์และภาคธุรกิจของไทยก็มีความชัดเจนว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ที่จะต้องพึ่งพาสิทธิพิเศษทางศุลกากรนั้นมีน้อยมากและน้อยลงไปเรื่อยๆ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากถึงระดับที่ไม่ต้องพึ่งพา GSP ในการส่งออกไปสหรัฐฯ อีกต่อไป

นอกจากนี้ในระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 6 กุมภาพันธ์นี้ คณะผู้เชี่ยวชาญ จากองค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การการค้าโลก (WTO) องค์การการประชุมเรื่องการค้ากับการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNCTAD) และองค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็ได้มาศึกษาระบบและกระบวนการทำงานในเรื่องการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตรของไทย ซึ่งจะทำให้กระทรวงสาธารณสุขและองค์กรที่เกี่ยวข้องได้เรียนรู้ถึงรายละเอียดของกระบวนการทำงานมากขึ้น และยังจะได้นำข้อเสนอแนะนำต่างๆ ไปปรับปรุงการดำเนินการในโอกาสต่อไป

 
5. ประกาศซีแอล ทิ้งทวนตำแหน่งรัฐมนตรี ?

ข้อเสนอในการประกาศซีแอลนั้น ได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 แต่ทางกระทรวงฯ ก็ไม่ได้ดำเนินการโดยทันที เพื่อให้โอกาสแก่บริษัทเจ้าของสิทธิบัตร ในการเสนอข้อเสนอที่อาจจะเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องประกาศซีแอล จึงมิใช่เพิ่งจะมาเร่งดำเนินการในช่วงปลายรัฐบาลนี้ หรือในช่วงรัฐบาลรักษาการแต่อย่างใด

การเจรจามีขึ้นหลายระลอก กระทั่งได้ข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมของบริษัทโนวาร์ตีส คือยา Imatinib และหลังจากนั้นจึงมีการอนุมัติให้ดำเนินการตามประกาศที่ลงนามไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2551 ในส่วนที่เหลืออีก 3 รายการ

ในกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีข่าวออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเดินทางไปอินเดียและได้ทำความตกลงไว้กับบางบริษัทแล้วนั้น มีการชี้แจงว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปดูสภาพและคุณภาพของโรงงานผลิตยาที่ประเทศอินเดียหลายแห่ง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพ และในระหว่างการเดินทาง ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลง หรือทำการตกลงด้วยวาจาเกี่ยวกับการจัดซื้อยา จากบริษัทใด อีกทั้งผู้ซื้อยาที่มีการประกาศใช้สิทธิโดยรัฐนี้ คือ องค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะต้องดำเนินการตามระเบียบขององค์การเภสัชกรรม

บริษัททุกบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตร หรือบริษัทยาที่ผลิตยาชื่อสามัญ ที่มียาซึ่งได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ก็สามารถมานำเสนอราคาได้ บริษัทที่เสนอราคาต่ำสุด หรือกรณีที่บริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรเสนอราคาสูงกว่าบริษัทยาชื่อสามัญไม่เกินร้อยละห้า ก็จะเป็นผู้ได้รับการทำสัญญาและเป็นผู้จัดหายาดังกล่าวให้แก่องค์การเภสัชกรรมเพื่อนำไปจำหน่ายในราคาที่ไม่บวกกำไร เพื่อบริการแก่ผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งสามระบบต่อไป

 
 
 

 

กลับหน้าแรก