"หลังจากเราทำ CL ไปแล้ว บริษัทโนวาร์ติสฯ เจ้าของยา Imatinib ยอมให้ฟรี รู้ไหมว่าเพราะอะไร..."
ประธานชมรมแพทย์ชนบท พูดในฐานะที่พวกเขาเป็นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ของพรรคไทยรักไทยให้เป็นจริง มีคุณภาพ และเข้าถึงผู้ป่วยทุกคน ตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อปี 2544 จนมาเป็นโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รักษาฟรีให้ประชาชน 48 ล้านคนในปัจจุบัน
เพราะการทำ CL ยา 7 ตัว มีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้ "30 บาท" สามารถดูแลผู้ป่วยได้ทั่วถึงโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ และมีความหมายสำคัญยิ่งต่อการเยียวยาหรือพยุงชีวิตคน ไม่สามารถคิดง่ายๆ ว่ามีผู้ป่วยแค่ไม่กี่หมื่นคนแล้วจะหาเงินอื่นมาชดเชย
เล่ห์บริษัทยา
หมอเกรียงศักดิ์บอกว่า การทำ CL มักถูกตั้งคำถามหลักๆ 3-4 ข้อ คือ คุ้มค่าไหมกับจำนวนผู้ป่วย, เงินค่ายาไม่ใช่รวมอยู่ในโครงการ 30 บาทแล้วหรือ และกระทรวงสาธารณสุขได้เปิดเจรจากับบริษัทยาแล้วหรือยัง เพราะบริษัทยาอ้างผ่านกระทรวงพาณิชย์ว่าไม่เคยเจรจาเลย
"สถิติของวงการแพทย์ทั่วโลก สาเหตุการตายของประชาชนในประเทศที่เจริญแล้วในปัจจุบัน มีอยู่ 3-4 โรคเท่านั้น คือ 1.มะเร็ง 2.เอดส์ 3.อุบัติเหตุ 4.หัวใจและหลอดเลือด เมืองไทยก็อยู่ในข่ายนี้ ปัจจุบันมะเร็งทุกชนิดเป็นอันดับหนึ่ง ที่มากที่สุดคือมะเร็งปอดในผู้ชาย มะเร็งเต้านมในผู้หญิง ซึ่งก็สอดคล้องกับที่เราทำ CL ยา 3-4 ตัวนี้ สถิติคนตายจากมะเร็งทุกประเภทรวมกันกว่า 3 หมื่นคนต่อปี"
หมอเกรียงศักดิ์ชี้ว่า แม้มะเร็งจะรักษาไม่หาย แต่การใช้เคมีบำบัดก็มีผลคุ้มค่าในการยืดชีวิตคน แต่ตัวยามีราคาแพงมาก เมื่อประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กำหนดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ขณะที่งบประมาณมีจำกัด โรคบางโรคที่ร้ายแรงมากไม่สามารถรักษาได้ สถานพยาบาลต้องปฏิเสธเพราะไม่มีงบเพียงพอ สปสช.พยายามตั้งระบบรักษาผู้ป่วยค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคมะเร็งบางโรค การผ่าตัดลิ้นหัวใจ ต้อกระจก แต่ในข้อเท็จจริงปีแรกๆ ก็ยังไม่สามารถรักษาได้ เช่น 30 บาทตอนแรกก็ยังไม่รวมผู้ป่วยเอดส์ จนกระทั่งได้เงินช่วยเหลือจากกองทุนโรคเอดส์โลก และองค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาจีพีโอเวียร์ จึงรับผู้ป่วยเอดส์เข้า 30 บาทเมื่อปี 48 หลังจากนั้นเมื่อปี 49 จึงทำ CL ยาโรคเอดส์ 2 ตัว และยาโรคหัวใจ 1 ตัว ก่อนจะตามมาด้วยยามะเร็ง 4 ตัว เมื่อวันที่ 4 มกราคมดังกล่าว
"ถามว่าคุ้มค่าไหม ก็ต้องบอกว่าเป็นสาเหตุการตายมากที่สุด มีผู้ป่วยนับแสนราย และเมื่อทำแล้วมันลดราคาลงมาเยอะไหม"
ยาตัวที่หนึ่ง Docetaxel รักษามะเร็งปอดกับเต้านม เข็มละ 25,000 บาท ใช้ 6-10 เข็มต่อคนต่อรอบ เมื่อทำ CL แล้วเหลือ 4,000 บาทต่อเข็ม ยาตัวที่สอง Letrozole รักษามะเร็งเต้านม เม็ดละ 230 บาท ใช้ทุกวัน เดือนละ 6,900 บาท ลดเหลือเม็ดละ 6-7 บาท ยาตัวที่สาม Erlotinib รักษามะเร็งปอด เม็ดละ 2,750 บาทเหลือ 735 บาท ยาตัวที่สี่ Imatinib รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวกับมะเร็งทางเดินอาหาร 3,600 บาทต่อ 400 มิลลิกรัม กินทุกวันปีละ 1 ล้าน 3 แสนบาท เปลี่ยนเป็น 200-280 บาทต่อ 400 มิลลิกรัม ต่างกันเกือบ 20 เท่า
คนป่วยโรคเหล่านี้ที่ผ่านมา แม้จะถือบัตรทองเดินไปหาหมอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้
คุณหมออธิบายว่า เงิน 30 บาทที่จ่ายเหมามาถึง รพ.ชุมชน สมมติได้งบประมาณเป็นก้อนหลายสิบล้านก็ต้องหักค่าเงินเดือนค่าสาธารณูปโภค งบลงทุนหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ สมมติเหลือเงิน 10 ล้านแล้วมีคนป่วยมะเร็งมาหา ค่ารักษาปีละ 1.3 ล้านบาท รพ.จะทำอย่างไร เพราะเงิน 10 ล้านต้องดูแลคนทั้งอำเภอ ที่ผ่านมา สปสช.จึงแยกมาตั้งระบบกองทุนรักษาผู้ป่วยค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ดูแลได้เฉพาะบางโรค ยามะเร็งก็ไม่มีใครให้อยู่ดี โรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็จะปฏิเสธเพราะถือว่าเงินที่ สปสช.จ่ายให้ไม่คุ้มค่า
"ตอนหลังก็ทำได้โรคเดียว มะเร็งในเม็ดเลือดขาวของเด็กเพราะมันหายขาดได้ รพ.รัฐตั้งแง่ห้ามทำสิทธิประโยชน์เกินจำเป็น ไม่งั้นจะต่อต้าน สปสช.ให้เงินน้อยเราขาดทุน" นี่ตรงกันข้ามกับเมื่อทำ CL แล้ว สปสช.ของบประมาณเพิ่มขึ้นไม่มาก ก็สามารถดูแลประชาชนเหล่านี้ได้ตามหลักคุณธรรม
"หลายคนไม่เข้าใจว่าให้ฟรีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ แต่จริงๆ มันไม่ได้ เมื่อถูกลงรัฐบาลจึงยินดีจ่าย"
ฉะนั้น ที่รัฐมนตรีบอกว่าไม่ต้องทำ CL จะหางบประมาณมาชดเชยให้ จึงเป็นไปได้ยาก เพราะตัวยาราคาแพงเป็นปัญหากับทั้งระบบ และเป็นปัญหากับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาตัวอื่น
ในข้อที่ว่ากระทรวงสาธารณสุขเจรจากับบริษัทยาหรือไม่ หมอเกรียงศักดิ์บอกว่า กระทรวงสาธารณสุขสามารถทำได้โดยไม่ต้องเจรจา แต่ที่ผ่านมาก็เจรจาทุกครั้ง
"ถามว่าผิดกฎหมายไหม-ไม่ผิดครับ เพราะกฎหมายสิทธิบัตรมาตรา 51 เปิดช่องอยู่แล้วว่า ถ้าเป็นภาระความจำเป็นของประเทศนั้นๆ กระทรวง ทบวง กรม สามารถทำ CL ได้ ตรงนี้ต่างจากมาตรา 52 ที่คนอาจเข้าใจผิด มาตรา 52 ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี กำหนดว่าถ้าประเทศนั้นๆ เกิดภาวะสงครามหรือโรคระบาด นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนประกาศใช้ CL แต่ถ้าเกิดความจำเป็นเพื่อสาธารณประโยชน์ ใช้มาตรา 51
ได้โดยไม่จำเป็นต้องเจรจากับผู้ค้าก่อน แต่ให้บอกในภายหลัง"
"ไม่ว่ามาตรา 51 ปฏิญญาโดฮา หรือข้อตกลง TRIPS ก็ตรงกันหมดว่าเราทำได้ ตอนเราทำครั้งแรก วุฒิสมาชิกอเมริกัน 22 คนก็เห็นชอบ USTR โวยวายว่าเราทำไม่ถูก แต่พอวุฒิสมาชิกเขาทำหนังสือถามไป ก็ตอบว่าไม่เคยโวยวายไม่เคยทำหนังสือมาต่อว่า"
หมอเกรียงศักดิ์บอกว่าที่จริงบริษัทยาไม่ได้เสียประโยชน์ เพราะบางบริษัทก็ลดราคาลง แล้วก็ขายได้มากขึ้น และการทำ CL ก็ทำมาใช้กับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น ซึ่งคือคนจนที่ไม่เคยเข้าถึงยา ไม่เคยซื้อยา ขณะที่คนไข้ รพ.เอกชน ข้าราชการ หรือแม้แต่ประกันสังคม ก็ยังต้องใช้ยาของบริษัท
"โดยสรุปคือในข้อกฎหมายเราทำถูก แต่อเมริกามันทำเหมือนนักเลงโต จริงๆ ถ้าเขาจะทำ PFC ก็มาจากปัญหาหลายอย่างไม่ใช่เรื่องยาเรื่องเดียว เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซีดี พวกนี้มากกว่า เรื่องสิทธิบัตรยาเขากังวลความโปร่งใสในการใช้สิทธิ์ของรัฐ แต่เรามีจุดยืนชัดเจน ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่ทำเพื่อมนุษยธรรม เพราะยาทุกตัวเราไม่ได้ทำไปขาย เราทำในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คนจนได้รับยายืดชีวิตคน เราไม่สามารถเอาไปขาย รพ.เอกชน ไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีฐานะดีกว่า เช่น ผู้ใช้สิทธิ์ของราชการ ประกันสังคม บริษัทยายังขายยาให้ราคาเดิม"
"คนป่วยมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม ที่ถือบัตรทอง เดิมเขาก็ไม่ได้ใช้ยาอยู่แล้ว นั่นคือสาเหตุที่หลังจากเราทำ CL ไปแล้ว บริษัทโนวาร์ติสเจ้าของยา Imatinib ยอมให้ฟรี รู้ไหมว่าเพราะอะไร เพราะเขาไม่อยากให้ยาอื่นเข้ามาในประเทศไทย ไม่อยากลดให้เสียราคา"
หมอเกรียงศักดิ์บอกว่า หลังจากหมอมงคลลงนามมาตรการบังคับใช้สิทธิ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม โนวาร์ติสก็มายื่นเงื่อนไขพิเศษ "เอางี้แล้วกัน ขอให้ฟรีไปเลยสำหรับคนไทยที่มีหลักประกันสุขภาพ เพราะคนที่จะใช้ยาเขาในระบบหลักประกันสุขภาพมีพันกว่าคน แต่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.7 ล้านบาทต่อคนต่อปี ส่วนใหญ่ไม่ถึงอยู่แล้ว เราก็รับเงื่อนไข"
"นั่นหมายความว่าเขายังขายคนรวย คนจ่ายเงินเอง-ข้าราชการ ในราคาเดิม ตามตัวเลขมีอยู่ 100 กว่าคน ปีหนึ่งเขาขายได้ร้อยกว่าล้านอยู่แล้ว เพราะอีกพันคนในระบบหลักประกันสุขภาพเดิมไม่ได้ขายอยู่แล้ว การทำ CL เราไม่ได้ cover ถึงสิทธิ์อื่น และเขาก็ไม่ต้องการให้ยาสิทธิบัตรอื่นเข้ามาในประเทศไทย เขาคิดว่าคุ้มค่ากว่า รัฐมนตรีเลยลงนามฉบับใหม่ให้โนวาร์ติสเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ว่าถ้าเขายกเลิกเงื่อนไขนี้เมื่อไหร่ก็ทำ CL ทันที เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะให้กี่ปี"
ฉะนั้นจริงๆ ก็เหมือนทำ CL แค่ 3 ตัว
ถามว่าทำไมไม่ครอบคลุมประกันสังคมด้วย หมอเกรียงศักดิ์บอกว่าเพราะกองทุนประกันสังคมอยู่ในกระทรวงแรงงาน ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข และยังมีรายได้หลายระดับ แต่ก็เป็นประเด็นที่กระตุ้นให้ประกันสังคมต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง
คุณหมอย้ำว่าการทำ CL ยาทั้ง 7 ตัว มีผลเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น เพราะถือว่าทำให้คนจน ไม่เกี่ยวกับประกันสังคม ข้าราชการ หรือคนจ่ายเงินเอง แต่ก็มีผลทางอ้อมเพราะเมื่อทำ CL แล้ว บริษัทยาส่วนใหญ่ก็ลดราคาลงมาสู้ ทุกคนจึงได้ประโยชน์ไปในตัว
ส่วนที่ว่ามีการเจรจากับบริษัทยาไหม "บริษัทยามันโกหกอย่างน่าเกลียดที่สุด โกหกเป็นลายลักษณ์อักษร คนไทยต้องแซงก์ชั่นอย่างรุนแรง และต้องตำหนิกระทรวงพาณิชย์อย่างมากที่เข้าข้างบริษัทยาต่างชาติ แล้วมาต่อว่าคนไทยด้วยกัน"
"ตามกฎหมายเราไม่ต้องเจรจาก็ได้อยู่แล้ว แต่คุณหมอมงคลก็ให้เจรจาดูก่อน เขาทำอย่างรอบคอบ เพราะเราเป็นประเทศเล็กจะสู้ประเทศใหญ่ๆ เราวางกลไกในการทำงานอย่างรัดกุม มีคณะกรรมการ 3 ชุด คือ 1.คณะอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น และมีปัญหาในการเข้าถึงของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ มีคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นประธาน มีตัวแทนกฤษฎีกา, คลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยา 4 ตัวนี้ กรรมการฯ ทำตั้งแต่สิงหา ลงนามเสนอรัฐมนตรีให้ทำ CL เมื่อวันที่ 25 ก.ย. จากนั้นก็เข้าคณะอนุกรรมการฯ สนับสนุนการดำเนินการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ตามสิทธิบัตรโดยรัฐ คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน พิจารณาอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมแค่ไหน ก็เสนอรัฐมนตรีว่าเห็นสมควรต้องทำ เมื่อ 19 ต.ค. รัฐมนตรีเห็นด้วยแต่ก็อยากให้เจรจาก่อน ก็เข้าชุดที่ 3 คณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร"
"ก็ส่งให้ไปเจรจาทั้งที่มีอำนาจทำโดยไม่เจรจาก็ได้ เราเจรจา 12 ครั้ง พวกนี้เตะถ่วงตลอดเวลา ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่คนไทยควรจะรู้ ต้องเอารายงานการประชุมทุกครั้งออกมาตีแผ่ ว่าบริษัทยาทำหนังสือโกหกเป็นลายลักษณ์อักษร"
"แต่การเจรจาไม่ได้ผล ยาตัวแรก Docetaxel น่าสนใจมาก ลดให้กว่า 80% แต่มีเงื่อนไขหยุมหยิมมากมาย เช่น ให้คนไข้จ่ายเอง 3-4 เข็มแรก หลังจากนั้นถ้าไม่ตายเสียก่อนจึงให้ฟรี ซึ่งเหมือนไม่ลดเลย-ไม่คุ้ม เราเสียเปรียบ ตัวที่สอง Letrozole ลดให้ 33% ก็ไม่คุ้ม Erlotinib ลดให้ 30% ก็ไม่คุ้ม"
คุณหมอบอกว่านี่คือความจำเป็นที่ สปสช.ต้องทำ CL เพื่อรักษาทุกโรคตามนโยบายที่รัฐบาลไทยรักไทยเคยประกาศไว้ โดยมีเหตุผลที่ต่างชาติเถียงไม่ได้ เพราะทำเพื่อให้คนจนเข้าถึงยาจำเป็น และจะเห็นชัดเจนว่าบริษัทยาไม่ได้ขาดทุน เพราะปัจจุบันบริษัทยามีกำไรมหาศาล
"ประเทศไทยเราทำทีหลังเขาด้วยซ้ำ ในอเมริกาก็ยังทำ เช่น ตอนเกิดโรคแอนแทรกซ์ แคนาดาก็ทำ มาเลเซีย-อินโดนีเซียทำก่อนเรา"
"อานิสงส์จากการทำ CL ยาหลายตัวลดราคาลง แต่บริษัทก็ขายได้มากขึ้น อย่างเช่น รัฐบาลที่แล้วเปิดบัญชียาหลักขึ้นใช้ร่วมกันทั้ง 3 กองทุน คือ ราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยามะเร็ง 4 ตัวนี้ 3 ใน 4 ตัวเข้าบัญชียาหลักไปแล้ว รัฐบาลยอมจ่ายเพราะราคาลดลง บริษัทก็ไม่เสียประโยชน์เพราะขายได้มากขึ้น แต่เป็นธรรมดาที่ต้องโวยวายตามสไตล์นักเลงโต"
บัญชียาหลักคือยาที่จ่ายได้ทันที ถ้าไม่อยู่ในบัญชียาหลัก แพทย์ต้องระบุความจำเป็นต้องใช้ ซึ่งก็ได้เฉพาะข้าราชการเท่านั้น
"margin ราคายาต่างกันมาก เขาตั้งราคาเพื่อเอาใจผู้ถือหุ้น โก่งราคา เช่นยาลดไขมันตัวหนึ่ง สมัยก่อนเราใช้กันทั่วไปคือ symvastatin เม็ดละ 1-2 บาท พอมียาตัวใหม่โฆษณาว่าลดได้ดีกว่า เม็ดละ 70 กว่าบาท โฆษณาผ่านโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ ไม่นาน เราใช้ยาตัวนี้ทั้งปีทั้งประเทศ-เท่าไหร่รู้ไหมครับ 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่มันยังไม่เข้าบัญชียาหลัก นอกจากจะไปหลบซ่อนในสิทธิประโยชน์ราชการซึ่งมีข้อยกเว้นเยอะแยะ กรมบัญชีกลางเดือดร้อนมาก จึงต้องมาทำบัญชียาหลัก ยาตัวนี้วิ่งเต้นจะเอาเข้า แต่กรรมการฯ บอกว่าไม่คุ้ม เพราะยานี้ใช้ในเงื่อนไขที่คนไข้ใช้ตัวแรกแล้วไม่ได้ผล ซึ่งก็มีแค่ 1-2% แต่โฆษณาจนคนใช้เกือบ 100% ถ้าจะให้คุ้มต้องลดราคาลง 80% จึงจะยอมให้เข้า เขาต่อรองว่า 80% ลดไม่ได้ แต่ 60% พอลดได้"
คุณหมอหัวเราะ บอกว่าเห็นไหมลดได้ตั้ง 60% แปลว่ากำไรมหาศาล
อย่าทำลาย 30 บาท
เราบอกว่าพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกมาเพราะนโยบายไทยรักไทยในอดีต ซึ่งนโยบายหนึ่งที่ได้ผลที่สุดคือ 30 บาท ก็มาจากการผลักดันร่วมกันของหมอสงวน หมอมงคล ที่ตอนนั้นเป็นปลัดกระทรวง หมอวิชัย แพทย์ชนบท และ NGO ด้านสาธารณสุขทั้งหลาย แต่รัฐมนตรีใหม่เดินเข้ามากลับแสดงท่าทีตรงข้าม เหมือนจะอยู่ข้างแพทย์โรงพยาบาลใหญ่ที่เคยคัดค้าน 30 บาท
"วันนี้ผมยังไม่อยากมองขนาดนั้น อยากดูท่าทีก่อน แต่ที่เป็นห่วงแทน รมต.คืออยากให้ท่านหูหนักเข้าไว้ ฟังข้อมูลให้รอบด้านทั้งหมดก่อน เรื่องต่างๆ จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ไหนๆ รัฐบาลก็มาจากอดีตพรรคไทยรักไทยที่ทำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รมต.ก็พูดว่าจะสนับสนุนโครงการเดิม จะทำตามนโยบายที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดไว้ทั้งหมด"
"ถ้าจะทำตามที่ไทยรักไทยทำไว้ ถ้าจะทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์และหลักการที่ต้องการดูแลคนไทยทุกคน ที่ทุกข์ยากและมีช่องโหว่ในการเข้าถึงบริการ การจะทำอย่างนี้ได้ต้องมีทั้งคุณภาพ มีความเสมอภาค มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าใช้จ่ายไม่ดี เช่นซื้อยาแพง ไม่ทำ CL มันก็ไม่มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายไม่มีทางเพียงพอ"
"ท่าน รมต.ต้องมองปัญหาให้รอบด้านก่อน เท่าที่ผมทราบคนที่มีโอกาสให้ข้อมูล รมต.จะพบหรือเจอเฉพาะคนที่อยู่ในระดับสูงๆ หรือคนที่อยู่ รพ.ใหญ่ ยังไม่ได้ข้อมูลครบถ้วน แต่ที่ท่านไปพบ นศ.จบใหม่ก็มีวัตถุประสงค์ที่ดี อยากให้แพทย์ช่วยดูแลคนไทยทั้งประเทศ แต่ท่านยังมาใหม่ๆ ท่านยังเจอเฉพาะคนใน ร.พ.ใหญ่ๆ ยังได้ข้อมูลไม่หมด"
"ผมตัวอย่างบางเรื่อง เช่นที่ท่านบอกว่าจะเพิ่มเงินเดือน 6% แสดงว่ามีคนให้ข้อมูลผิด ทุกวันนี้ได้ 6% อยู่แล้ว ท่านบอกว่าจะให้ ผอ.รพ.ศูนย์ได้เครื่องราชฯ ข้าราชการที่จะได้เครื่องราชฯ ต้องซี 9 ปัจจุบัน ผอ.รพ.ศูนย์ได้ซี 9 อยู่แล้ว ท่านพูดผิดหรือเปล่า และถ้าจะทำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ดี ก็ต้องให้กำลังใจแพทย์ ร.พ.ชุมชนมากกว่า"
แล้วที่จะเลี้ยงโต๊ะจีนแพทย์จบใหม่
"เราจะจัดให้แพทย์ทันตแพทย์จบใหม่เข้าแคมป์ ปลัดกระทรวงท่านอยากให้แก้ปัญหาความไม่เข้าใจ ที่มาถึงก็ลาออกๆ แพทย์จบใหม่ส่วนใหญ่เป็นคนในเมือง เลยอยากให้รุ่นพี่รุ่นน้องมาพบกันเพื่อเล่าประสบการณ์ คนทำงานห่างไกลเช่นแพทย์ชนบทมานั่งเล่าสู่กันฟัง บางคนจบมายังไม่เข้าใจ คิดว่าต้องเดินไปอาบน้ำริมแม่น้ำอยู่เลยท่าน รมต.หวังดีมาเป็นประธาน บอกว่าถ้าไปประชุมนครนายกก็จะส่งโต๊ะจีนนครปฐมไปให้" หมอเกรียงศักดิ์บอกว่าดี จะได้ประหยัดงบประมาณไปหนึ่งมื้อ
แล้วการที่ไปบริจาคเงินเข้ากองทุนแพทย์เพื่อใช้ในการสู้คดี แสดงท่าทีสนับสนุนฝ่ายแพทยสภา ดูเหมือนจะมาตั้งป้อมกันโดยตรง
หมอเกรียงศักดิ์บอกว่ายังให้เวลารัฐมนตรีทำความเข้าใจ "แต่ต้องเตือนว่าท่านอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไรบางเรื่อง เดี๋ยวจะเป็นผลเสียกับตัว รมต.เอง การอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับภาคชาวบ้านจะลำบากเปล่าๆ เรื่องบางเรื่องมันละเอียดอ่อน ท่านอยากแก้ปัญหาระหว่างแพทย์กับคนป่วย ผมเห็นด้วย แต่ท่านต้องละเอียดอ่อน ต้องฟังหลายๆ ด้าน จะให้ดีก็เปิดเวทีเป็นวาระแห่งชาติไปเลย"
คุณหมอบอกว่าที่ผ่านมามีการตั้งแง่ผิดๆ เช่น แพทยสภาต่อต้านมาตรา 41 พ.ร.บ.สุขภาพ เพราะกลัวว่าจะทำให้ผู้ป่วยฟ้องหมอมากขึ้น แต่ตัวเลขก็ชัดเจนว่า เมื่อทำออกมาแล้วมีการไกล่เกลี่ยช่วยเหลือคนไข้ทำให้การฟ้องร้องแพทย์ลดลง "ถ้ามองผิด เข้าใจว่าการฟ้องเกิดจาก มาตรา 41 ก็ผิดแล้ว สาเหตุที่ผู้ป่วยไปศาลมากก็เพราะกลไกของแพทยสภามีปัญหา ชาวบ้านไม่อยากไปร้องแพทยสภา เพราะรู้สึกว่าเป็นทนายให้ฝ่ายแพทย์ อย่าว่าแต่ชาวบ้าน เราดูคำพิพากษาของศาลหลายๆ คดีก็ตรงข้ามกับความเห็นของแพทยสภา นี่เป็นปัญหาเชิงระบบไม่ใช่ปัญหาจากมาตรา 41"
ตามมาตรานี้ สปสช.ตั้งกองทุนคุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัย คนไข้ร้องเรียน คณะกรรมการระดับจังหวัดอนุมัติเงินช่วยเหลือได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ถ้าเกินกว่านั้นจึงค่อยไปฟ้องร้องต่อศาล โดยเอามาจากเงินค่าใช้จ่ายรายหัว 0.20 บาทต่อคนต่อปี
"ตอนนั้นอ้างกันว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ แต่ตอนหลัง ปีที่แล้วไม่ต้องตั้งเงินส่วนนี้ไว้เลย เงินเหลือปีก่อนนั้นใช้ไม่หมด"
กระทรวงสาธารณสุขพยายามจะตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย เพื่อลดการฟ้องร้องให้มากขึ้น โดยรวมทุกระบบทั้ง 30 บาท ประกันสังคม แต่กฎหมายตกไปในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ "เพราะแพทย์เอกชนล็อบบี้" คุณหมอบอกว่ากองทุนนี้จะเยียวยาได้จริงเหมือนกรณีร่อนพิบูลย์ ที่ช่วยแล้วผู้เสียหายก็พอใจ
กองทุนแพทย์ใช้ในการสู้คดี เริ่มต้นจากกรณีร่อนพิบูลย์ ซึ่งแพทย์ถูกจับ "ท่านรัฐมนตรีบริจาคเงินให้ ถามว่าดีไหม ก็ดี แต่ถ้าจะให้ดีรัฐมนตรีควรบริจาคทั้งสองกองทุน"
"ตอนนั้นคุณหมอมงคลสงสารหมอถูกจับเข้าคุก เวลาสู้คดีมันต้องใช้ นิติกรของเราสู้ไม่ได้ ต้องตั้งทนายสู้ หมอต้องจ่ายเงินเอง รมต.ก็ระดมทุน ท่านลงขัน 1 หมื่น ปลัดลง 5 พันเรี่ยไรแพทย์ช่วยน้องคนนี้ เราก็เสนอ รมต.ท่านต้อง take balance ผู้เสียหายไม่เข้าใจว่าทำไม กระทรวงสาธารณสุขที่ต้องดูแล 2 ฝ่าย ช่วยเฉพาะลูกน้องตัวเองแต่ไม่ช่วยคนตาย เลยไปเจรจาจนเรียบร้อย ผู้เสียหายไม่อุทธรณ์อีก ไม่ติดใจเอาความ รมต.มงคลก็ลงขัน 1 หมื่น ปลัดลง 5 พัน take balance เป็นกองทุนช่วยผู้ป่วย"
"ผมอยากให้ รมต. take balance เรื่องนี้ด้วย เห็นด้วยที่ท่านดูแลแพทย์ แต่ต้องช่วยชาวบ้านด้วย คงไม่มีปัญหาเพราะท่านรวยอยู่แล้ว (หัวเราะ) ท่านประกาศเอง ถ้าเพิ่มอีกนิดหนึ่งช่วยผู้เสียหายด้วย"
ถ้ารัฐมนตรีเดินเข้ามาโดยฟังแต่หมอโรงพยาบาลใหญ่ที่เคยคัดค้าน 30 บาท จะมีปัญหากับนโยบายนี้ไหม
"จริงๆ ก็ไม่แปลกเพราะท่านไม่เคยอยู่ในแวดวงแพทย์ แต่เชื่อว่าถ้าได้ฟังข้อมูลได้จูนเชิงนโยบายทั้งพรรค อย่ารีบร้อน รมช.เก่าที่มีบทบาทผลักดันมากคือคุณหมอสุรพงษ์ก็ยังอยู่ในรัฐบาล และเป็นเลขาธิการพรรค น่าจะมีโอกาสจูนความคิดกันได้ เพราะปัญหาสำคัญของ 30 บาทคือการบริหารจัดการ ตอนนี้มันมีหมด จริง แต่ถ้าเราไม่แก้ปัญหา ก็จะเหมือน สปร.ในอดีต เราดูแลทั้งคนด้อยโอกาส เด็ก คนแก่ หรือซื้อบัตรสุขภาพ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่นี้ มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความมั่นใจว่ามีมาตรฐานหรือเปล่า ถ้ามีข้อจำกัด ถ้ามีปัญหามากมายมันก็ไม่เกิดขึ้นจริง"
"พรรคไทยรักไทยเห็นปัญหานี้ คุณหมอสุรพงษ์ยิ่งกว่าเห็น มาเป็น รมต.และตั้งใจทำเรื่องนี้ ถ้าท่านจูนนโยบายดีๆ พรรคพลังประชาชนต้องยอมรับว่าเก่งเรื่องบริหารจัดการ ก็ไม่น่ามีปัญหามาก เพียงแต่ให้ท่านรัฐมนตรีหูหนักมากกว่านี้ เพราะดูท่าทางสไตล์ท่านนักเลงดี ฉะนั้นถ้าท่านเปิดโอกาสให้คนชี้แจงให้ฟังผมเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา ผมได้บทเรียนสมัยท่านพินิจ นั่นนักเลงมาก แต่พอฟังกันปุ๊บก็กล้าตัดสินใจได้รับคำชื่นชมมาตลอด"
แต่ถ้ามีแต่คนจาก รพ.ใหญ่แวดล้อมจะฟังจริงหรือ
"ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาท่านเพิ่งเริ่มมาเป็นไม่กี่วัน ก็ได้พบเฉพาะคน รพ.ใหญ่ทำให้ประกาศนโยบายเช่นจะเพิ่มขวัญกำลังใจ รพ.ศูนย์ วันนี้เรามี รพ.ทั่วไป รพ.ชุมชน 800 กว่าโรง แต่ รพ.ศูนย์มีแค่ 25 โรง สถานีอนามัยมีมากกว่า 9 หมื่นแห่ง อยากให้ใจเย็นนิดหนึ่งฟังทุกส่วนก่อนว่าแต่ละเรื่องมีปัญหาอย่างไร ฟังให้รอบด้านแล้วจะตัดสินใจได้ดีกว่าเดิม"
"ผมมองว่าท่านมีสไตล์ทำงานไว ฟังมาก็ลุยเลย ก็ต้องแนะนำให้เปิดรับฟังข้อมูลเยอะๆ"
ประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อ 30 บาทคือ ตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. ที่จะต้องหาคนแทน นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ที่เพิ่งจากไป การแต่งตั้งต้องผ่านคณะกรรมการ แต่แน่นอนรัฐมนตรีก็มีบทบาทสำคัญในฐานะประธานและผู้บังคับบัญชาของข้าราชการที่อยู่ในคณะกรรมการ
"ผมอยากให้ท่านเห็นเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเป็นคนที่มีส่วนผลักดันนโยบายของประเทศ ท่านต้องให้น้ำหนักกับการคัดเลือกคนที่สามารถรู้และเข้าใจระบบ มองเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ทำหน้าที่ตัวแทนภาคประชาชน ให้บริการประชาชน เข้าใจระบบบริหารจัดการครบถ้วน เวลานี้ของ สปสช.แก้ปัญหาได้หลายเรื่องแล้ว ถ้าทำให้สถานการณ์ไม่แกว่งจะเป็นเรื่องดี รพ.ใหญ่ รพ.เล็กก็คุยกันรู้เรื่องพอควร"
"แต่ถ้าได้คนที่เคยต่อต้าน 30 บาทที่มาจาก รพ.ใหญ่ ก็จะลำบาก ฉะนั้นควรได้คนที่สนับสนุน 30 บาทมาตลอดมาช่วยกันทำ หลายเรื่องชี้ให้เห็นว่าทิศทางของบางคนมีวิธีคิดไม่ถูกเช่นคนที่ต้านมาตรา 41"
เรื่องนี้มีปูมหลัง เพราะตอนที่ นพ.สงวนหมดวาระครั้งแรก มีการคัดเลือกใหม่ นพ.สงวนเกือบแพ้ คะแนนเท่ากัน 13 ต่อ 13 หมอมงคลซึ่งเป็นประธานต้องชี้ขาด ให้ นพ.สงวนดำรงตำแหน่งวาระที่สอง โดยคู่แข่งในเวลานั้นคือ ผอ.รพ.ศูนย์นครปฐมที่เป็นกรรมการแพทยสภาอยู่ด้วย
|