นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษก สธ. กล่าวภายหลังการประชุมหาข้อสรุปกรณีการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาหรือซีแอล ในยารักษาโรคมะเร็ง ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน เช่น เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์/เอชไอวี เครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคจำนวน 10 คน ซึ่งใช้เวลาในการประชุมนานเกือบ 3 ชั่วโมง
โฆษก สธ.ระบว่า ในที่ประชุมได้หารือจนมีข้อสรุป ดังนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การดำเนินการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา หรือซีแอล มีการเจรจาต่อรองกับบริษัทยาอย่างถูกต้อง และโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ปัจจุบันตัวเลขผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด อีกทั้งที่ผ่านมาไทยยังขาดข้อมูลการประเมินค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลโรคมะเร็ง
นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมจึงเห็นพ้องให้มีการตั้งคณะทำงาน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งทั้งประเทศ ทั้งผู้ป่วยรายเดิม ผู้ป่วยรายใหม่ และจำนวนผู้เสียชีวิต รวมทั้งต้องทำการประมวลข้อมูลค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่อยู่ในระบบทั้งหมด
ซึ่งการปรับข้อมูลครั้งนี้จะยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะแล้วเสร็จ ซึ่งจะมีการนำเสนอให้ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต่อไป ซึ่งหากมีการประชุมร่วมของ 3 กระทรวงอีกครั้งก็จะนำข้อมูลดังกล่าวไปยืนยันความชัดเจน แต่หากดำเนินการไม่ทันการประชุมร่วม 3 กระทรวงคงต้องใช้ฐานข้อมูลเดิมไปก่อน เบื้องต้นคาดว่าข้อมูลใหม่จะเสร็จทันแน่นอน
ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ กล่าวถึงการหารือ 3 กระทรวง ว่าหากทั้ง 3 ฝ่ายมีการคุยด้วยความสุจริต ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ก็ไม่ควรนำเหตุผลในเรื่องที่สหรัฐข่มขู่ว่าจะตัดจีเอสพีหรือสิทธิการยกเว้นภาษีศุลกากรจากสหรัฐ เนื่องจากการข่มขู่ดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ก็ทราบดีว่าไม่เกี่ยวข้องกับการประกาศซีแอลของไทยแต่ออย่างใด เนื่องจากสหรัฐมีความต้องการจะตัดสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้กับไทยมาก่อนทำซีแอลแล้ว นอกจากนี้ อยากให้กระทรวงพิจารณาสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ใหม่ เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่ยั่งยืน เป็นเพียงการช่วยเหลือจากสหรัฐที่เป็นประเทศคู่ค้าในเบื้องต้นเท่านั้น เมื่อไทยมีตัวเลขการส่งออกที่เกินโควตา สหรัฐก็ต้องตัดโควตาในส่วนนี้ตามปกติ
“ที่ผ่านมาที่สหรัฐยังไม่ยอมตัดสิทธิ์ตรงนี้ เพราะรู้ว่าไทยมีความอ่อนไหวต่อเรื่องดังกล่าว จึงเก็บไว้ใช้เป็นข้ออ้างในการต่อรองในเรื่องอื่น นอกจากนี้การที่ไทยได้รับความช่วยเหลือในด้านสิทธิประโยชน์เหล่านี้มานาน จึงทำให้เกิดความเคยชิน และไม่เร่งพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆที่ไม่ได้รับสิทธิ์ตรงนี้ เช่นมาเลเซียเป็นต้น เพราะมาเลเซียไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีจากสหรัฐ แต่ตัวเลขการส่งออกกลัสูงกว่าไทย”นพ.วิชัย กล่าว |