กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

 

     
     
 

เอ็นจีโอ – นักกฎหมายสุขภาพ ทั่วโลกหนุนไทยทำซีแอล

 

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล เจ้าหน้าที่องค์การหมอไร้พรมแดนไทย-เบลเยียม ภายหลังจากที่รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งให้มีการทบทวนมาตรการบังคับใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ในยามะเร็ง 4 รายการ หลังจากที่ได้มีการลงนามในประกาศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ปรากฏว่า ทางเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ร่วม 80 องค์กร และองค์กรเครือข่ายผู้ป่วย ต่างร่วมลงชื่อเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการทบทวนซีแอล พร้อมสนับสนุนเดินหน้ามาตรการซีแอลของไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาต่อไป และ พร้อมทั้งทำหนังสือถึง นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข และรัฐบาลไทย โดยหนังสือที่จัดทำขึ้นนี้แบ่งเป็น 3 ฉบับ ได้แก่ 1. จดหมายเปิดผนึกเสนอผ่านทางสื่อ ซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย 2.จดหมายของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งทำงานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และ 3.จดหมายของนักกฎหมายด้านสุขภาพและการสาธารณสุข โดย 2 ฉบับหลังนี้ จะยื่นผ่านสถานทูตไทยเพื่อส่งถึง รมว.สาธารณสุข ภายในสัปดาห์นี้

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวว่า สำหรับเนื้อหาในจดหมายที่ทางกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในสหรัฐฯ ร่วมลงนามนั้น มีเนื้อหาที่ถามถึงจุดยืนของนโยบายกระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลชุดใหม่ ต่อปัญหาการเข้าถึงยาของประชาชน รวมทั้งขอทราบท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องซีแอล เนื่องจากเห็นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลชุดเดิม ได้ดำเนินการประกาศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยซีแอลยังเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีความสำคัญ และมีประสิทธิภาพยิ่งในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาโรคเรื้อรัง และโรคร้ายแรงที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต กำจัดการผูกขาดตลาดยาอันเกิดจากสิทธิบัตร ซึ่งเห็นได้จากผลที่ได้จากการประกาศซีแอลในยาต้านไวรัสเอดส์ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า การช่วยให้ประชาชนเช้าถึงยา สิ่งสำคัญ คือ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นของรัฐบาล จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลชุดนั้นจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น พร้อมทำแผนยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อการเข้าถึงยาอย่างทั่วถึงในระยะยาว อย่างไรก็ตามมาตรการซีแอลยังควรนำมาใช้ในการประกอบแผนเพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยาด้วย

พร้อมกันนี้ในจดหมายยังเน้นย้ำด้วยว่า เวลานี้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต่างรอคอยให้มีการนำเข้ายาชื่อสามัญราคาถูก ของยาต้านมะเร็งสามรายการที่ติดสิทธิบัตรและมีราคาแพง ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพิ่งประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาทั้งสามรายการไปเมื่อเร็วๆ นี้ พวกเราจึงต้องการเรียกร้องให้ รมว.สาธารณสุขให้คำรับรองว่าผู้ป่วยเหล่านี้ รวมถึงผู้ป่วยด้วยโรคอื่นๆ จะไม่ต้องประสบกับความเดือดร้อนยากลำบาก อันเป็นผลพวงมาจากการที่ยาจำเป็นต่อชีวิต ติดสิทธิบัตรและมีราคาแพงเกินไป

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวว่า ส่วนหนังสือที่นักกฎหมายด้านสุขภาพและการสาธารณสุข เตรียมยื่นให้ รมว.สาธารณสุข นั้น ได้สนับสนุนการประกาซีแอลยามะเร็ง เพราะเป็นหนทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้

ส่วนกรณีที่ทางสมาคมอุตสาหกรรมยาต้นแบบในสหรัฐ (ฟาร์ม่า) ี่ข่มขู่ว่า จะเสนอให้จัดประเทศไทย เป็นประเทศที่ถูกจับตามองสูงสุด ซึ่งเป็นการตอบโต้มาตรการทางการค้านั้น เห็นว่า แม้ว่าฟาร์ม่า จะเป็นกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่ทรงพลัง แต่ประเทศไทยไม่ควรใส่ใจกับคำขู่ดังกล่าว เพราะคำขู่ที่ว่านี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายสหรัฐฯ หรือความเป็นจริงเลย อีกทั้งที่ผ่านมา ทางฟาร์ม่ามักจะร้องขอมากกว่าสิ่งที่ตัวเองอยากจะได้เสมอ

ตัวอย่างเช่น ในปี 2549 ฟาร์ม่าขอให้แคนาดาและเยอรมันนี ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่ถูกจับตามองสูงสุด (PFC) คำขอดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ดังนั้นคำขู่ของฟาร์ม่าที่จะผลักไสให้ประเทศต่างๆ อยู่ในสถานะประเทศที่ถูกจับตามองสูงสุด จึงลดความสำคัญลงเรื่อยๆมากกว่าที่เห็น

นอกจากนี้ในหนังสือยังระบุด้วยว่า ยังมีความจริงทางการเมืองที่รัฐบาลไทยพึงตระหนัก ในการประเมินคำขู่ของฟาร์ม่า ขณะนี้อุตสาหกรรมยาได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนในสหรัฐฯต่ำมาก เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า คนอเมริกันเพียงร้อยละ 11 เท่านั้น ที่เชื่อว่าอุตสาหกรรมยายังคง “มีความสัตย์ซื่อและน่าไว้วางใจ” ผนวกกับผู้สมัครหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีคะแนนนำสูงสุด 3 คน ต่างก็มีมุมมองที่วิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมยามากกว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โดย นางฮิลลารี คลินตัน กล่าวย้ำยืนยันว่า เธอสนับสนุนคำประกาศโดฮาว่าด้วยข้อตกลงทริปส์และการสาธารณสุข และยังได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะสนับสนุนนโยบายการค้าที่ปกป้องและขยายสิทธิของประเทศยากจน ในการเข้าถึงยาชื่อสามัญราคาถูกและมีคุณภาพ เพื่อความจำเป็นด้านสุขภาพ เช่นเดียวกันกับ นายบารัค โอบาม่า ที่ย้ำว่า เขา “สนับสนุนสิทธิของประเทศอธิปไตย ในการเข้าถึงยาชื่อสามัญราคาถูกที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความจำเป็นด้านสาธารณสุข” ขณะที่ นายจอห์น แมคเคน แม้จะไม่ได้ประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการในประเด็นนี้ แต่เขาวิพากษ์อุตสาหกรรมยาต้นแบบอย่างมาก เมื่อไม่นานมานี้เขาพูดถึงบรรษัทยาเหล่านี้ว่า ผู้ร้ายตัวเขื่อง” ดังนั้นมั่นใจได้ว่า รัฐบาลชุดต่อไปของสหรัฐฯ จะไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยาเท่ากับรัฐบาลปัจจุบัน

นส.กรรณิการ์ กล่าวต่อว่า เนื้อหาจดหมายฉบับนี้ ย้ำด้วยว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านการทำให้ยาจำเป็น ไปถึงมือของคนทุกคนที่จำเป็นต้องใช้ มาตรการบังคับใช้สิทธิที่ประกาศในปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือทางนโยบายที่ถูกกฎหมาย ที่จะใช้เพื่อแก้ปัญหาสิทธิบัตรที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเข้าถึงยาช่วยชีวิต จึงหวังว่า รัฐบาลของไทยจะเดินหน้าต่อไปในนโยบายนี้ โดยที่การพิจารณาจะต้องตั้งอยู่บนคุณธรรม ไม่ใช่อิทธิพลของคำขู่ที่พกลมและน่าประณามของฟาร์ม่า

 

 

กลับหน้าแรก