นักกฎหมายชั้นนำของโลก 9 คน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์บรู๊ค เค เบเกอร์ ภาควิชาสิทธิมนุษยชนและเศรษฐกิจโลก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์คาร์ลอส คอร์เรีย ผอ.ศูนย์สหวิทยาการศึกษาด้านกฎหมายสินทรัพย์ทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่า
ศ.ปีเตอร์ ดราฮอส ผอ.ศูนย์เพื่อการอภิบาลความรู้และการพัฒนาและ ผอ.โครงการเครือข่ายสถาบันด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย นายริชาร์ด เอลเลียส ผอ.บริหารเครือข่ายด้านกฎหมายเอชไอวี/เอดส์ แคนาดา ศ.ฌอน ฟลินน์ รอง ผอ.โครงการความยุติธรรมทางข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยอเมริกัน วิทยาเขตกฎหมายแห่งวอชิงตัน ศ.เควิน อ็อตเตอร์สัน มหาวิทยาลัยกฎหมายบอสตัน สหรัฐฯ ศ.ยูซูฟ เอ วอวดา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยควาซูลู นาธาล สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ นายโรเบิร์ต ไวส์แมน ผอ.กลุ่มปฏิบัติการเพื่อการเข้าถึงยาจำเป็น(เอสเซ็นเชี่ยล แอคชั้น) สหรัฐฯ และ ศ.ปีเตอร์ เค ยู
ผอ.ศูนย์กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดรค สหรัฐฯ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข เนื้อหาจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร(ซีแอล)ของประเทศไทยนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุก ๆ ประการ
ดังนั้น แล้วจึงไม่ต้องกังวลว่า ประเทศไทยจะถูกดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า จากการประกาศใช้ซีแอลอันชอบด้วยกฎหมายตามคำขู่ซึ่งเชื่อถือไม่ได้ แน่นอนว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่นั้น ย่อมมีเสรีภาพในการพิจารณาทบทวนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ไม่ควรพิจารณาความถูกต้องชอบธรรมในการประกาศใช้ซีแอล โดยยึดตามบทวิเคราะห์ที่มีความคลาดเคลื่อนทางกฎหมาย หรือยึดตามบทประเมินที่ให้ข้อมูลอย่างผิดเพี้ยน เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษด้วยมาตรการทางการค้า โดยประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด
"พวกเราขอเสนอแนะว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ต้องดำรงสิทธิในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเท่านั้น แต่ยังสมควรดำเนินการตามมาตรการนี้อีกด้วย เช่นเดียวกัน ประเทศไทยควรรักษาอำนาจอธิปไตยในการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวในอนาคต และใช้มาตรการบังคับใช้สิทธินี้ เป็นเครื่องมือต่อรองอันน่าเชื่อถือในการเจรจาราคากับบริษัทยาต่างๆ เหนือสิ่งอื่นใดรัฐบาลพึงพิจารณาประโยชน์ด้านการสาธารณสุข และการเข้าถึงยาสำหรับทุกคนมาเป็นอันดับแรก" จดหมายเปิดผนึก ระบุ
|