กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

 

     
     
 

มาตรการช่วยชีวิต: 5 เหตุผลทำไมต้องเดินหน้า ‘ซีแอล’

โดย จอน อึ๊งภากรณ์
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เอดส์ ประเทศไทย
ชมรมเพื่อนโรคไต
เครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์


1.การประกาศบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ หรือ ซีแอล มีความชอบธรรม เป็นมาตรการที่ถูกบรรจุไว้อย่างชัดเจน ภายใต้คำประกาศโดฮาว่าด้วยความตกลงทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรา 51 ของพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ดังนั้น การประกาศบังคับใช้สิทธิของไทย เป็นการทำตามกฎหมายทั้งในและต่างประเทศทุกประการ

รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งประเทศร่ำรวย ใช้การประกาศบังคับใช้สิทธิปกป้องประโยชน์สาธารณะ ประกันการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งใช้ควบคุมการผูกขาดราคา

ประเทศไทยมีสิทธิที่จะปกป้องพลเมืองของตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บ คำขู่ที่จริงหรือลวงของผู้แสวงผลประโยชน์ ไม่ควรมีบทบาทชี้นำการตัดสินใจของประเทศไทย ในการปกป้องพลเมืองของตัวเองจากความตายและโรคร้าย ผ่านการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ

2. การประกาศบังคับใช้สิทธิช่วยชีวิตผู้คน ถ้าไม่มีการประกาศบังคับใช้สิทธิ ประเทศไทยจะไม่สามารถให้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่มีการประกาศบังคับใช้สิทธิ คนยากคนจนจะตาย ไม่ใช่เพราะไม่มีวิธีการรักษา แต่เพราะว่าพวกเขาไม่มีเงินมากพอ

งบประมาณที่ประหยัดได้จากการประกาศบังคับใช้สิทธิ สามารถขยายระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การลดการผูกขาด ยังช่วยทำให้เกิดการแข่งขันด้านยา ซึ่งทำให้สามารถประหยัดงบประมาณรายจ่ายด้านยาได้อีกจำนวนมาก

การประกาศบังคับใช้สิทธิในยาสำคัญคือ ยาต้านไวรัส ยาโรคหัวใจ และยามะเร็ง ไม่เพียงทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพสามารถขยายการรักษาไปยังโรคดังกล่าว แต่ยังสามารถสนับสนุนงบประมาณเพื่อขยายการรักษาไปยังโรคอื่นๆ เช่น โรคไตวาย

3. ประเทศไทยสามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ที่ผ่านมานักธุรกิจไทยจำนวนมาก ได้รับประโยชน์จากจีเอสพีของสหรัฐอเมริกา แต่อีกไม่นานจีเอสพีจะสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพราะการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ แต่เป็นเพราะระดับอำนาจการซื้อของไทยที่สูงขึ้น ทำให้ในที่สุดจะหมดสิทธิการได้รับจีเอสพี

3. บริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยามะเร็ง เป็นบริษัทของยุโรป ดังนั้น ยิ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ ในปีที่ประเทศไทยประกาศบังคับใช้สิทธิ 3 ตัวแรก การส่งออกไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น รวมทั้งสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษจีเอสพี

4. การประกาศบังคับใช้สิทธิจะไม่ปิดโอกาสคนไทยในการเข้าถึงยาใหม่ๆ เมื่อบริษัทแอ๊บบอทปฏิเสธที่จะขึ้นทะเบียนยาอลูเวียร์ในประเทศไทย ยาชื่อสามัญ โลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ (ชนิดเม็ด) จากอินเดีย ก็มาขึ้นทะเบียนแทนที่ ด้วยคุณภาพที่เท่ากันในราคาที่ถูกกว่ามาก อีกทั้งการที่บริษัทปฏิเสธที่จะขึ้นทะเบียนในยาตัวสำคัญ ก็สามารถเป็นเหตุให้รัฐสามารถบังคับใช้สิทธิได้

การประกาศบังคับใช้สิทธิไม่ได้หยุดยั้งนวัตกรรม การประกาศบังคับใช้สิทธิ สร้างโอกาสการเข้าถึงยาสำหรับคนที่ไม่มีปัญญาเข้าถึงยาเหล่านั้นมาก่อน บริษัทยายังสามารถหากำไรจากตลาดหลักในประเทศที่ร่ำรวย และคนรวยในประเทศยากจนได้ต่อไป โดยสามารถใช้เงินที่ได้จากตลาดเหล่านั้น ในการวิจัยและพัฒนา

แน่นอนว่า การประกาศบังคับใช้สิทธิไม่ได้ฆ่าอุตสาหกรรมยา จนถึงขณะนี้ประเทศประกาศบังคับใช้สิทธิในยาช่วยชีวิตที่มีราคาแพงแค่ 7 ตัวเท่านั้น ในระหว่างปี 2512-2536 แคนาดาประกาศบังคับใช้สิทธิกับยา 613 ตัว ทำให้เป็นประเทศที่มียาราคาถูกมากที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว และมีอุตสาหกรรมยาที่เข้มแข็งยิ่งเสียกว่าในสหรัฐ

5. การคัดค้านการประกาศบังคับใช้สิทธิของไทย โดยอุตสาหกรรมยาและพวกที่สมประโยชน์กัน ตั้งอยู่บนคำโกหก การชี้นำที่ผิดๆ หรือการเพิกเฉยต่อความเป็นจริงและข้อสมมติฐานบนอคติ ความลวงเหล่านี้รวมถึงการอ้างว่า สิทธิบัตรเป็นระบบที่ปกป้องการเข้าถึงยาของคนยากจน เพราะนักวิจัยยาจะได้มีแรงจูงใจในการวิจัยยาจากการผูกขาด แต่จากประวัติศาสตร์แล้วแสดงให้เห็นว่า ข้อความที่อ้างเหล่านี้เป็นความลวงทั้งสิ้น

 
 
 

 

กลับหน้าแรก