นายไชยา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการทำซีแอลปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ.และ นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัด สธ.หรือ มิสเตอร์ซีแอล ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าหากราคายาของบริษัทต้นตำรับลดจาก 100 บาท เหลือ 20-30 บาท ขณะที่ยาสามัญจากประเทศอินเดีย มีราคา 10 บาท ก็จะเชิญเครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็ง องค์กรพัฒนาเอกชนมาตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ยาจากแหล่งใด
ทั้งนี้ นพ.ยงยุทธ คงธนารัตน์ นายกสมาคมรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) ยารักษาโรคมะเร็ง 4 รายการ ทั้งหมดถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหมด เพราะจริงๆ แล้วทำซีแอลก็ไม่สามารถรักษาโรคได้จริง เพราะหากป่วยระยะ 1-3 สามารถผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสีสามารถทำให้หายขาดได้ มีเฉพาะผู้ป่วยระยะที่ 4 เท่านั้นที่จำเป็นต้องใช้ยา และผู้ป่วยบางรายในระยะนี้เท่านั้นที่ต้องใช้ยา 4 รายาที่ทำซีแอล ซึ่งมีโอกาสที่จะหายเพิ่มอีก 5%
นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ประกอบกับภาวการณ์ขาดแคลนเครื่องฉายรังสี ทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิวนาน ทำให้อาการของโรคกว่าที่จะได้รับการผ่าตัดและฉายรังสีก็ลุกลามไปถึงระยะที่ 4 ที่เป็นระยะสุดท้ายแล้ว ดังนั้น จึงอยากเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขจัดซื้อเครื่องฉายรังสี เพราะผู้ป่วยทุกคนสามารถใช้ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสนใจหรือไม่ ไม่ใช่การมารอแต่การสรุปเรื่องต่อรองราคา
“ผมอ่านข่าวเรื่องซีแอลแล้วเศร้าใจ เพราะผู้ป่วยได้รับยาทั้งหมดก็เสียชีวิต มีโรคทางเลือดเพียงอย่างเดียวที่ต้องฉายแสงร่วมกับการใช้ยา ผู้ป่วยควรเข้าถึงการรักษาได้เร็วกว่านี้ ทั้งนี้ เงินพันล้านบาทสำหรับการทำซีแอลยามะเร็งไปใช้ในการรักษาใครก็ไม่รู้ แต่ผมขอ 2พันล้านบาทใช้เวลา 5 ปี ที่จะดำเนินการให้โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศกว่า 25 แห่งมีเครื่องฉายรังสีครบทั้งประเทศ โดยสามารถซื้อเครื่องจากประเทศจีน ซึ่งอาจทำซีแอลเครื่องมือแทน ซึ่งจริงๆ แล้วเครื่องมือสามารถดำเนินการได้ภายใน 2 ปี แต่ต้องเตรียมกำลังคนให้พร้อม รวมถึงค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือด้วย”นพ.ยงยุทธ กล่าว
นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เครื่องอาจราคาแพงมาก โดยเครื่องมือจากประเทศจีนราคาประมาณ 30 ล้านบาท รวมกับค่าอาคารสถานที่อีก 20 ล้านบาท รวมลงทุน 50 ล้านบาท แต่สามารถดำเนินการให้กับผู้ป่วยได้เป็น 102-20 ปี ถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับการทำซีแอลยา เพราะการใช้ยารักษาโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ทั้งนี้หากจะทำซีแอลกับยารักษาโรคมะเร็งจำเป็นต้องเลือกยาที่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตมากกว่า 10% |