การที่ น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งย้ายด่วน น.พ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ นายแพทย์ 8 สำนักงานพัฒนาสุขภาพชุมชน สธ. อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท แกนนำในการล่าชื่อถอดถอน นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (เนื่องจาก นายไชยา ย้ายเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการ เนื่องความขัดแย้งเรื่องการทบทวน การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของยา(ซีแอล) รักษาโรคมะเร็งฯลฯ) ไปเป็นหน้าห้องนายไชยาอย่างกะทันหัน อาจทำให้นายไชยาต้องหลุดตำแหน่งรัฐมนตรีทันที
ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า นายไชยาเป็นผู้สั่ง แทรกแซงให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขย้าย น.พ.พงษ์เทพ
(ต่อมาทั้งนายไชยาและนพ.ปราชญ์ปฏิเสธในวันต่อมาว่า ไม่เคยคิดย้าย น.พ.พงษ์เทพ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้บุคคลทั้งสอง ยอมรับในทำนองว่า มีการสั่งย้ายจริงซึ่งต้องพิสูจน์ว่า ใครโป้ปดมดเท็จ และมีการทำลายเอกสาร(คำสั่งย้าย)ของราชการหรือไม่ ถ้ามีการทำลายเอกสารจริงถือเป็นความผิดสำเร็จ?)
ก่อนที่จะมีคำสั่งย้ายด่วนดังกล่าว เมื่อเช้าวันที่ 5 มีนาคม น.พ.พงษ์เทพ ให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของ นายไชยา ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และทางรายการโทรศัพท์สัมภาษณ์ นายไชยา ในเวลาเดียวกัน ซึ่ง นายไชยา ขู่ว่า จะดำเนินการทางวินัยกับกลุ่มข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ไปตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนตัวเอง เนื่องจากใช้เวลาราชการ
นอกจากนั้นในคืนวันเดียวกัน น.พ.พงษ์เทพ ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการตอบโจทย์ วิพากษ์วิจารณ์การบริหารของนายไชยาร่วมในรายการดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง
จากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว ทำให้สาธารณชนเชื่อว่า คำสั่งย้าย น.พ.พงษ์เทพต้องมีคำสั่งจากนายไชยาอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นยังมีเหตุผลอื่นๆที่สนับสนุนดังต่อไปนี้
หนึ่ง ถ้านายไชยาเห็นว่า น.พ.พงษ์เทพ ก้าวร้าวผู้บังคับบัญชา เพียงแต่แจ้งให้ปลัดกระทรวงทราบ ปลัดกระทรวงอาจเพียงแต่ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริง และทางวินัยตามขั้นตอนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสั่งย้าย
สอง ถ้าปลัดกระทรวงจะสั่งย้ายอาจสั่งย้ายให้ไปอยู่หน่วยงานอื่นที่เคลื่อนไหวลำบาก เช่น ไปต่างจังหวัด แต่นี่กลับย้ายให้ไปอยู่หน้าห้องรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่า ต้องควบคุมการเคลื่อนไหวของแกนนำแพทย์ชนบท ซึ่งคงไม่มีปลัดกระทรวงคนใด สั่งย้ายคนที่รัฐมนตรีไม่ชอบหน้าไปหน้าห้องรัฐมนตรี ถ้ารัฐมนตรีไม่สั่ง
สาม ถ้าการสั่งย้ายครั้งนี้ไม่ใช่การลงโทษ ในการย้ายแต่ละครั้ง ต้องพิจารณาว่า หน่วยงานที่จะย้ายไปมีงานให้ทำหรือไม่ การย้ายนายแพทย์ไปทำงานหน้าห้องรัฐมนตรี ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญใดๆ ทางการแพทย์ แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่การย้ายตามปกติ แต่เป็นการลงโทษ
ปลัดกระทรวงมีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพียงพอหรือไม่ที่จะบอกว่า เป็นความคิดของตนเองโดยที่รัฐมนตรีไม่ได้สั่งการ
ถ้ามีการย้ายแกนนำแพทย์ชนบทด้วยคำสั่ง นายไชยา จริง ก็เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ประกอบมาตรา 268 ที่ห้ามรัฐมนตรีใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่ในการเป็นรัฐมนตร ีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ ี่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนนั้น รัฐมนตรีมีอำนาจในการย้ายข้าราชการระดับ 10 และ 11 เท่าโดยเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ ไม่มีอำนาจในการย้ายข้าราชการระดับ 8
ดังนั้น ถ้านายไชยาไม่ว่าจะ(แอบ)สั่งด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรให้ย้าย น.พ.พงษ์เทพ เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้นายไชยาต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทันที ตามมาตรา 182(7)ที่บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 268
แต่ถ้า นายไชยา อ้างว่า ไม่ได้สั่งหรือแทรกแซงการโยกย้ายแกนนำแพทย์ชนบท ก็เป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ครม.เงาว่า จะมีศักยภาพเพียงพอที่จะหาพยานหลักฐาน (ที่อาจถูกเผาทำลายไปบางส่วน) มาดำเนินการให้ นายไชยา หลุดจากตำแหน่งได้หรือไม่ โดยให้ ส.ส.จำนวน 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด เพียง 48 คน เข้าชื่อกัน (แต่ถ้าจะโชว์พลังความพร้อมต้องลงชื่อครบทั้ง 164 คน) ยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยาสถานภาพของนายไชยาว่า ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม ่(มาตรา 182 วรรคสามประกอบ มาตรา 91)
ต่อไปนี้ไปจะเป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เพิ่มกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเข้าไปเป็นจำนวนมาก และ ครม.เงาว่า จะมีน้ำยาจริงตามราคาคุยหรือไม่
|