ในปี 2544 ประเทศไทยได้จัดตั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ด้วยปณิธานที่จะให้บริการการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และหนึ่งในบริการภายใต้ระบบดังกล่าวนี้ คือการให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงยาจำเป็นโดยถ้วนหน้า เช่น ยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งโครงการรักษาและป้องกันโรคดังกล่าวในประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ ความสำเร็จสมดังปณิธานที่ตั้งไว้นี้ ทำให้ประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์อย่างหนัก กล่าวคือ มีผู้ติดเชื้อฯ ในประเทศกว่า 600,000 ราย สามารถควบคุมอัตราการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวได้ ตลอดจนให้การรักษาแก่ผู้ติดเชื้อฯ ที่มีแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นได้ตามความจำเป็น
ทั้งนี้ประเทศไทยได้ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหายาราคาแพง และปัญหายาติดสิทธิบัตรที่ส่งผลกระทบต่องบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยการตรวจสอบและพิจารณาราคายาติดสิทธิบัตร เจรจาต่อรองราคายากับบริษัทผู้ผลิต และเมื่อถึงคราจำเป็น จึงประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ เพื่ออนุญาตให้มีผลิตหรือนำเข้ายาชื่อสามัญราคาถูกได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของสิทธิบัตรก่อน ในเดือนพฤศจิกายน 2549 และมกราคม 2550 ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาต้านไวรัสเอชไอวี/เอดส์สองรายการ (ยาเอฟาวิเรนซ์ของบริษัท เมิร์ค ชาร์ป แอนด์ โดห์ม และยาโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ของบริษัทแอ๊บบอต) และยารักษาโรคหัวใจ (ยาโคลพิโดเกรลของบริษัทซาโนฟี่-อเวนตีส) จากการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ข้างต้น ส่งผลให้ยาเหล่านี้มีราคาถูกลงอย่างมาก ช่วยให้ประเทศมีทรัพยากรพอสำหรับจัดการดูแลระบบสาธารณสุขของตน อีกทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงยาเหล่านี้ ต่างจากในอดีตที่ยามีราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับผู้ป่วย
จากสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งถึงปีละกว่า 30,000 คน โรคมะเร็งจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประเทศไทย ในเดือนมกราคม 2551 ประเทศไทยจึงได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ เพิ่มกับยาต้านมะเร็งอีกสี่รายการ (ยาเลโทรโซล และยาอิมาตินิบ มีไซเลทของบริษัทโนวาร์ติส ยาโดซีแท็กเซล ของบริษัทซาโนฟี่-อเวนตีส และยาเออร์โลทินิบของบริษัทโรช) แต่เนื่องจากสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัทโนวาร์ติสได้ จึงไม่มีการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาอิมาตินิบ มีไซเลทท
เราได้ทราบมาว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ได้มอบบันทึกช่วยจำหรือ Aide Mémoire ให้กับรัฐบาลไทย โดยมีเนื้อหาแสดงถึงความวิตกกังวลต่อการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ของประเทศไทย โดยเฉพาะกับยาติดสิทธิบัตรของบริษัทโนวาร์ติสและโรช พร้อมกับเสนอแนะให้ประเทศไทยทบทวนนโยบายดังกล่าวอีกครั้ง
น่าวิตกอย่างยิ่งที่เห็นรัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ พยายามโน้มน้าวให้ประเทศไทยยุติการดำเนินการตามมาตรการบังคับใช้สิทธิ ตลอดจนจำกัดขอบเขตและเงื่อนไขในการใช้มาตรการดังกล่าว เรารู้สึกตกใจที่เห็นรัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ เห็นชอบกับการจำกัดสิทธิการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเฉพาะในสถานการณ์ “ฉุกเฉินหรือกรณีพิเศษ” และกับ “ยาบางประเภท” เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในบันทึกยังส่งเสริมระบบสิทธิบัตรอย่างขาดดุลยพินิจ โดยเห็นว่าเป็นระบบที่เปี่ยมประสิทธิภาพที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์ อันเท่ากับเป็นการไม่นำพาต่อข้อสรุปในรายงานของคณะกรรมาธิการด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และการสาธารณสุข หรือ CIPIH ขององค์การอนามัยโลกที่ระบุชัดถึงปัญหาร้ายแรง อันเกิดจากระบบสิทธิบัตร
มาตรการบังคับใช้สิทธิเป็นมาตรการยืดหยุ่นที่มีบัญญัติไว้ในความตกลงทริปส์ ดังที่ปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุขได้ให้การรับรอง ทั้งนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในความตกลงทริปส์ที่จำกัดเงื่อนไขการใช้ ความชอบธรรม สถานการณ์ หรือกระทั่งลักษณะปัญหาด้านสาธารณสุข สำหรับการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ ในปฏิญญาโดฮายังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ [ขององค์การการค้าโลก] มีสิทธิที่จะใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ และสามารถกำหนดเงื่อนไขหรือสภาวะการณ์ที่จะใช้มาตรการดังกล่าวได้อย่างเสรี” ในรายงานของคณะกรรมาธิการ CIPIH ขององค์การอนามัยโลกยังได้แนะนำให้ “ประเทศกำลังพัฒนาบัญญัติมาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรไว้ในกฎหมายของตน อย่างสอดคล้องกับความตกลงทริปส์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งหนทางที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเข้าถึงยาราคาถูก ไม่ว่าจะโดยการนำเข้าหรือผลิตเองภายในประเทศ”
ในบันทึกดังกล่าว รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ยืนกรานที่จะให้ประเทศไทย ดำเนินการเจรจากับผู้ทรงสิทธิก่อน ซึ่งใช่ว่าประเทศไทยจะไม่ทำเช่นนั้น ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณียาอิมาตินิบ มีไซเลท ที่รัฐบาลไทยสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัทโนวาร์ติสได้ กระนั้น สมควรทราบว่าตามมาตรา 31(b) ของความตกลงทริปส์ อนุญาตให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรได้ โดยไม่จำเป็นต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรก่อน ด้วยเป็นการใช้สิทธิเพื่อการสาธารณประโยชน์ โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์
เราจึงมีหนังสือฉบับนี้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์เคารพต่อพันธกิจ ดังได้ร่วมลงนามรับรองเมื่อมีการจัดตั้งปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุข ในเดือนพฤศจิกายน 2544 เราเรียกร้องให้รัฐบาลยึดมั่นต่อปฏิญญาของตนต่อรัฐสภา เราเรียกร้องให้รัฐบาลประพฤติปฎิบัติ อย่างสอดคล้องกับคำแนะนำของคณะกรรมาธิการด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และการสาธารณสุข ทั้งนี้ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต้องให้การสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนา ในการปฎิบัติตามมาตรการยืดหยุ่นในความตกลงทริปส์อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องให้ความเคารพต่อสิทธิของประเทศไทยในการใช้เครื่องมือกลไกต่างๆ ดังบัญญัติไว้ในความตกลงทริปส์ รวมถึงการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ เพื่อประโยชน์ด้านการสาธารณสุขของประเทศ โดยสรุปแล้ว รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ ต้องยุติการกดดันประเทศไทย โดยมีเจตนาให้ประเทศไทยยุติการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ดังกล่าว
เรารอฟังความเห็นจากท่าน โดยความเคารพอย่างสูง |