“หากมีการล็อบบี้ให้ สธ.เปลี่ยนนโยบายให้ อภ.ทำตามข้อเสนอของบริษัทยา อภ.ก็ยังยืนยันว่า จะยึดหลักตามภารกิจ และจะต้องพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวเห็นชอบด้วยกฎหมาย และหลักเหตุผลหรือไม่ เช่น ในอดีตที่นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต รมว.สธ.สั่งทบทวนการทำซีแอลยามะเร็งผ่านสื่อ ซึ่ง อภ.ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเพราะไม่มีคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังทราบว่า บริษัทดังกล่าวได้ยื่นข้อเสนอเดียวกันกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย อย่างไรแล้วเข้าใจว่าทั้งสองหน่วยงานต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด” นพ.วิชัย กล่าว
ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวได้เข้าพบกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นข้อเสนอเดียวกันกับ อภ.เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และในการประชุมคณะทำงาน ซึ่งมี สธ.เข้าร่วม ข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ สธ.รับข้อเสนอยกเลิกการทำซีแอลยาทั้งสองชนิด ซึ่งมูลนิธิไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินมาเป็นความจริง หากมีการฮั้ว และสมคบคิดกันจนทำให้ราคายาแพงขึ้นอีก ทางมูลนิธิจะไม่ปล่อยเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้ไม่น่าเกิดขึ้นในวงข้าราชการ ไม่เข้าใจวิธีคิดว่าเหตุใดจึงยอมรับข้อเสนอของบริษัทยาได้ ทั้งที่ข้าราชการต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก
ขณะที่ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานองค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ องค์การอนามัยโลกได้ออกเอกสารสรุปว่าด้วยประสบการณ์ประเทศต่างๆ ในการใช้มาตรการยืดหยุ่นในทริปส์ โดยสรุปบทเรียนว่า มาตรการซีแอลสามารถใช้ และใช้เพื่อปกป้องสาธารณสุขได้ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และยังพบว่า ประเทศกำลังพัฒนาประกาศมาตราการบังคับใช้สิทธิค่อนข้างจำกัด แต่จากประสบการณ์เหล่านั้น ก็พบว่า ซีแอลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และเป็นคำขู่ที่ได้ผล (Credible Threat) ที่สามารถทำให้บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรลดราคายาได้จริง
นอกจากนี้ การใช้มาตรการก่อนการออกสิทธิบัตรจะสามารถช่วยเสริมการเข้าถึงยาได้ เช่น พ.รบ.การแข่งขันทางการค้า ฯลฯ ทั้งนี้ ในข้อสรุปตาทมเอกสารขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า หลายประเทศที่ทำซีแอลจะถูกวิจารณ์จะถูกกดดันอย่างมาก ดังนั้น ควรต้องพิจารณาหากลไกในการปกป้องประเทศต่างๆ ให้ใช้กลไกเหล่านี้ได้อย่างจริงจังมากขึ้น |