| |
“วงในไส้ขมให้ร้ายบุช” เป็นพาดหัวข่าวของหน้าหนึ่งวอชิงตัน โพสต์ ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2006 เรื่องที่พูดถึงในข่าวคือ การที่สายเหยี่ยวผู้สนับสนุนสงครามอิรักแตกคอกับรัฐบาลภายใต้การนำของบุชในเรื่องสงครามอิรัก ภาพตามข่าวแสดงถึง เคน เอเดลแมน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดฝ่ายบริหารของรัฐบาลเรแกน และ “ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นสมาชิกของกลุ่มนักคิดในการผลักดันสงครามอิรัก” ซึ่งได้แตกคอกับ โดนัลด์ รัมสเฟลด์ และดิ๊ก เชนีย์ เคน แล้วก็เอเดลแมนนี่แหล่ะ คือผู้ที่บอกกับ วอชิงตัน โพสต์ ว่า “ประธานาธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบในที่สุด” สำหรับ “ความล้มเหลว” ในอิรัก |
| |
การพูดแบบไม่จริงใจนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ ในปี 2002 ก็ เคน เอเดลแมน นั่นแหล่ะที่ให้คำพยากรณ์อันเลื่องลือว่า ทหารอเมริกันจะพบกับการต้อนรับอันหวานชื่นในอิรัก และระหว่างการเข้าไคลในการบุก เขายังตำหนินักวิชาการสงครามว่า งี่เง่าและไร้เดียงสา “มักจะมีลูกไก่ร้องเจี๊ยบรอบตัวฉัน และอุทานว่า “มันช่างน่ากลัว” เขากล่าวในรายการ Hard ball 6 วันก่อนสงครามเริ่ม เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่สงครามอาจไม่ราบรื่นตามที่เขาและสหายเหยี่ยวได้ทำนายไว้ |
| |
เดือนต่อมาเขายังคุยโวกับ นิวยอร์คไทมส์ว่า การบุกเข้าอิรักจะเป็นไปอย่างได้ง่าย เอเดลแมนยังได้หมิ่นแคลน “เร็วๆ นี้ พวกนายพลเกษียณ นักวิเคราะห์ทางทหาร วิจารณ์ว่า เพนตากอนใช้ทหารน้อยเกินไปในการทำสงครามอิรัก ฉันคิดมาตลอดว่า คำวิจารณ์นั้นน่าเย้ยหยัน” นี่เป็นคำพูดที่เอเดลแมนพูดกับหนังสือพิมพ์ “พวกเขาผิดในทางข้อเท็จจริงแน่ๆ ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า การเพิ่มทหารเป็นสองเท่า จะทำอะไรขึ้นมาได้” |
| |
แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ คำวิจารณ์ของนายเอเดลแมนที่มีต่อรัฐบาลบุช การที่เขายืนยันว่าให้ “หยุดการดำเนินการ” มานานแล้ว หลังจากที่ปรากฏชัดว่า สงครามอิรักเป็นความวินาศกำลังขยายตัว เขาไม่ได้ใส่ใจกับความคิดที่ว่า ชาวอิรักไม่พอใจทุกทีที่มีการปรากฏของทหารอเมริกัน เอเดลแมนยังกล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลอเมริกันจะพยายามดีที่สุดแล้ว แต่ยังมีอะไรที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีก ในแง่การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ “แม้จะมีความเป็นไปได้ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ มอดไหม้ไปด้วยเหตุบางเหตุ” เอเดลแมนได้กล่าวกับ MSNBC ในมิถุนายน ค.ศ. 2003
|
|
เหตุผลประการหนึ่ง คือ เอเดลแมน และพวกหนุนสงครามผิดเต็มประตูเมื่อพวกเขาเชื่อว่า ภาพภายหลังสงครามจะเป็นชาวอิรักต้อนรับกองทหารอเมริกันด้วยดอกไม้และอิรักจะกลายเป็นประเทศประชาธิปตัยที่เป็นแบบอย่างได้
|
|
ในเดือนต่อมา (กรกฏาคม 2003) เอเดลแมนได้กล่าวในรายการ Hard ball โดยที่เขาเป็นผู้ประกฏตัวประจำในรายการนี้ไปแล้ว เขาพูดจาขวานผ่าซากว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเติมทหารภาคพื้นดินแม้กองทัพอเมริกันจะล้มเหลวในการสร้างความสงบเรียบร้อย “ฉันจะไม่ไปเสริมกำลังแก่กองใด” เขากล่าวอย่างมั่นใจ “แต่ฉันจะเร่งให้ความมั่นคงในอิรัก |
| |
ในเดือนกันยายน ในระหว่างการให้สัมภาพณ์กับนายวูฟ บลิซเชอร์ แห่ง CNN เอเดลแมนก็เล่นงานนักวิชาการสงครามอีกครั้ง “สงครามยังไม่ทัน จบอะไรกัน เพียงแค่ 5 เดือนเอง จะบูรณะประเทศต้องใช้เวลาค่อนข้างยาว” เขากล่าว “ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การทำสงครามในอิรัก แต่ปัญหาใหญ่ คือ เวลา 20 ปีที่ซัดดัม ฮุสเซ็นอยู่ในอำนาจ พวกเขาได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับประเทศนั้น ดังนั้น พวกเราต้องการเวลา” เขาตำหนิความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์อีกคน คือ เจสสิก้า สเติร์น แห่งคณะรัฐศาสตร์ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ แห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ที่ระบุว่า สงครามสร้างความโกรธแค้นแก่โลกอาหรับ และจะสร้างนักรบผู้กล้าสละชีวิตเพื่อศาสนามากขึ้น “เราก็เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้ก่อนที่เราจะบุกเข้าอิรัก ที่ว่าชาวบ้านร้านถิ่นต่างๆ ในโลกอาหรับ จะลุกขึ้นมาเล่นงาน” เอเดลแมนกล่าวต่อไปว่า “การสำรวจความคิดเห็นที่คุณสเติร์นทำนั้น เชื่อไม่ค่อยได้”
|
| |
จวบจนเดือนเมษายน 2004 เหลือวิสัยแล้วที่ เอเดลแมนจะปฏิเสธสถานการณ์ความไม่สงบในอิรัก แต่เขายังยืนยันว่า ยุทธศาสตร์การทำสงครามของบุชไม่ได้มีปัญหา ในจดหมายที่เขาส่งถึง คอลัมน์สนทนากับบรรณาธิการของ หนังสือพิมพ์ ยูเอสเอ ทูเดย์ ในชื่อ “อย่าปรับเส้นทางตอนนี้” เอเดลแมนยอมรับถึงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ โดยใช้คำพูดของพวกสายเหยี่ยวว่า “พวกที่หนุนการปลดปล่อยอิรักเอาจริงเอาจังเกินไป” เขาเขียนว่า “พวกเราคงจะผิดเกี่ยวกับการมีอาวุธทำลายร้ายแรง (WMD) จำนวนมากในอิรัก เราคงผิดที่ว่า พวกอิรักจะร่วมมือเต็มท ี่หลังจากซัดดัม ฮุสเซ็นถูกโค่นอำนาจ และเราคงจะผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสมุนของซัดดัม และพวกอัลกออิดะห์ผู้คลั่งศาสนา” แต่พวกเขาคิดถูกในเรื่องอื่นๆ เอเดลแมนยังเพิ่มไปอีกว่า “รัฐบาลต้องไม่ยอมรับการร้องขออย่างอลหม่านให้เปลี่ยนทิศทางการทำสงคราม เพราะเสี่ยงต่อการบ่อนทำลายการรบ” เอเดล์แมนกล่าว “ชาวอิรักไม่มีการทำให้เราแพ้ มีแต่บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ USA Today และพวกขี้ขลาดแบบเดียวกันนี้ที่จะทำให้เราพ่ายแพ้”
|
|
หลังจากเหตุการณ์ทั้งหลาย ขณะนี้ เอเดลแมนอยากให้เราเชื่อว่า เขาไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อหายนะของอิรักรัก จุดที่เขาแตกหักออกมาจากเรื่องอิรักที่เขาได้เล่าให้ วอชิงตัน โพสต์ฟัง คือ การที่บุชตัดสินใจให้เหรียญอิสริยาภรณ์แก่ นายพอล เบรเมอร์, นายพลทอม แฟรงส์ และ จอร์จ เทเน็ท “บุคคลทั้งสามที่ได้เหรียญอันทรงเกียรติสูงสุด เท่าที่สามัญชนจะได้รับจากประธานาธิบดี ล้วนเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในอิรัก” จำคำพูดของเอเดลแมนดูเหมือนเขาจะริษยาและฟังไม่ชอบธรรม
|
|
ช่างน่าสมเพทจริงๆที่ไม่มีเหรียญอิสริยาภรณ์ใดๆ ให้กับนักเสแสร้งผู้ส่งเสริมสงครามแล้วกลับมาคร่ำครวญในภายหลัง |
|