กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

     
       
   
 
  เปิดหน้ากากบริษัทยาข้ามชาติ ภาค 1
. "ลมเปลี่ยนทิศ" หมายเหตุประเทศไทย  
 
น.สพ.ไทยรัฐ 22 มิ.ย. 2549
ผมได้รับหนังสือ “กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ” จากน.พ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน หนังสือเล่มนี้มี น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ เป็นบรรณาธิการ แต่ผมยังไม่มีเวลาอ่าน จนกระทั่งมีข่าวเรื่ององค์การอนามัยโลก หรือ WHO สั่งย้าย นายวิลเลียม อัลดิส ผู้แทน WHO ในไทยไปอยู่อินเดีย ทั้งๆที่เพิ่งมาอยู่ได้แค่ 16 เดือน ซึ่งปกติจะอยู่กันเทอมละ 4 ปี

 

เหตุผลที่ถูกย้ายข่าวบอกว่า เพราะสหรัฐฯไม่พอใจที่นายอัลดิส เขียนบทความลงใน น.ส.พ.บางกอกโพสต์ เมื่อเดือนมกราคม เตือนรัฐบาลไทยคิดให้รอบคอบเรื่องทำเอฟทีเอ-เขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯจะทำให้คนไทยต้องใช้ยาแพง กระทบต่อผู้ป่วยไทยหลายล้านคน
 
ทำให้ผมต้องรีบหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิดอ่านอย่างรีบด่วนแค่อ่านบทนำของผู้เขียน พ.ญ.มาร์เซีย แอนเจลล์ อดีตบรรณาธิการ วารสารการแพทย์ นิวอิงแลนด์ ที่นิตยสารไทม์ เคยยกย่องให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯในเรื่องสุขภาพ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์สังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ต้องบอกว่า ตกตะลึงงันนึกไม่ถึงว่า วงการยาในสหรัฐฯจะเล่นกันโหดและสกปรกอย่างนี้
 

ปีที่แล้วและปีนี้ ผมได้รับเชิญไปดูการวิจัยยาใหม่ๆของบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่งในสหรัฐฯและยุโรปต้นเดือนที่ผ่านมาหมาดๆ ผมเพิ่งเล่าเรื่องการไปดูการวิจัยยาของ โนวาร์ติส และโรช ในสวิส ดูสถาบันวิจัยยา มหาวิทยาลัยไฮเดนเบิร์กในเยอรมัน และ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในอังกฤษ ผมเพิ่งเขียนบอกผู้อ่านไปว่า ข้อมูลที่บริษัทยายักษ์ใหญ่สองแห่งบอกกับผมว่า การวิจัยและพัฒนายาแต่ละชนิดจนสามารถผลิตออกจำหน่ายได้ ต้องใช้เงินลงทุนในยาแต่ละตัวสูงถึง 880 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 34,000 ล้านบาท

วันนี้ผมเพิ่งจะตาสว่าง เมื่อแพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ นำความจริงมาเปิดเผยว่า เมื่อปี 2544 บริษัทยาได้ประเมินค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนายาใหม่ออกสู่ตลาดต่อหนึ่งตัวยาสูงถึง 802 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 31,000 ล้านบาท เป็นการให้ข้อมูลที่เว่อมาก
 
จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้รวบรวมข้อมูลจำนวนยาใหม่ที่ออกสู่ตลาดในช่วงปี พ.ศ.2537-2543 เพื่อลดความแตกต่างในแต่ละปีแล้วเอาข้อมูลค่าใช้จ่ายการวิจัยของแต่ละปีเหล่านั้นมาใช้
 
ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนการวิจัยหลังหักลดหย่อนภาษีแล้วน้อยกว่า 100 ล้านเหรียญ หรือราว 3,900 ล้านบาท ต่อหนึ่งตัวยาในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ตัวเลขต้นทุนการวิจัยและพัฒนายาตัวยาละ 802 ล้านเหรียญ ที่บริษัทยาบอกกับสาธารณชนจึงเป็นข้อมูลที่โกหกทั้งเพ แต่บวกกำไรเข้าไปเฉยๆ 8 เท่า
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็เชื่อว่าข้อมูลต้นทุนยาตัวละ 880 ล้านเหรียญ ที่สองบริษัทยายักษ์ใหญ ่ที่เพิ่งบอกกับผมเมื่อปลายเดือนก่อนก็น่าจะเข้าข่ายเดียวกัน
 
แพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ แฉด้วยว่า ตัวเลข 802 ล้านเหรียญนี้ เป็นตัวเลขจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ โจเซฟ ดิมาสิ แห่งศูนย์การศึกษาการพัฒนายาทัฟท์ส เผยแพร่ในสื่อในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 โดยแพทย์หญิงมาร์เซีย ระบุว่าศูนย์ศึกษาแห่งนี้ได้รับทุนสนับสนุนส่วนใหญ่จากอุตสาหกรรมยา (จึงต้องทำข้อมูลเข้าข้างบริษัทยา) สิ่งที่น่าตกใจก็คือ การตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องยา ตามวารสารวิชาการเรื่องยา และการแพทย์ต่างๆนั้น มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง จากการกำหนดอย่างตั้งใจของบริษัทยา เพื่อให้แพทย์เชื่อว่า ยาใหม่ที่นำออกจำหน่ายมีประสิทธิผลสูงกว่าและปลอดภัยกว่าความเป็นจริง
 
มิน่า นายวิลเลียม อัลดิส ที่เขียนบทความเตือนรัฐบาลไทย จึงถูกสั่งย้ายด่วนทันที
 
พรุ่งนี้ผมขอต่ออีกสักวันนะครับ
 
 
    .
กลับหน้าแรก CL OPINION