| น.สพ.ไทยรัฐ 23 มิ.ย. 2549 |
|
แพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ อาจารย์เวชศาสตร์สังคม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขียนเปิดโปงธุรกิจยาในสหรัฐฯ ในหนังสือ The Truth About the Drug Companies หรือพากย์ไทยว่า “กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ” ว่า ทุกวันนี้คนอเมริกันต้องจ่ายค่ายาที่ หมอสั่งสูงถึงปีละ 200,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8 ล้านล้านบาท และต้องจ่ายเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ |
|
นี่เป็นตัวเลขค่ายาเฉพาะที่จ่ายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นเองนะครับ ยังไม่รวมค่ายาที่ขายในตลาดต่างประเทศทั่วโลกอีกมากมายมหาศาล ไม่รู้อีกกี่ล้านล้านบาท |
|
อุตสาหกรรมยาสหรัฐฯ จึงใช้ความมั่งคั่งและอำนาจ ดึงดูดทุกสถาบันที่อยู่บนเส้นทางของตน เข้ามาเป็นพวก ได้แก่ สภาคองเกรส สำนักงานอาหารและยา ศูนย์การแพทย์ในมหาวิทยาลัย และผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ให้มาเป็นเครื่องมือของตน แพทย์หญิงมาร์เซีย แอน-เจลล์ แฉในหนังสือเล่มนี้ |
|
ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจที่การเจรจา เปิดเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ระหว่าง สหรัฐฯกับไทย เรื่อง “ยา” และ “สถาบันการเงิน” จึงเป็นสองหัวข้อหลักที่ชี้เป็นชี้ตายผลการเจรจา นอกเหนือจากเรื่อง ซอฟต์แวร์
|
|
| ยา-สถาบันการเงิน-นํ้ามัน เป็น 3 ธุรกิจหลักที่ทำกำไรสูงสุดในสหรัฐฯ |
| |
หลังจากที่ชาวอเมริกันรู้ทันเล่ห์บริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่มีการบวกต้นทุนการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ แพงเกินจริงถึง 8 เท่า ทำให้คนอเมริกันเริ่มต่อต้านการตั้งราคายาอย่างละโมบของอุตสาหกรรมยา
|
| |
ดังนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทยาจึงพยายามที่จะกล่อมลูกค้าด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆผ่านการประชาสัมพันธ์ และถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ซํ้าแล้วซํ้าเล่าในเรื่อง “การวิจัย” และ “นวัตกรรมยา” เพื่อพัฒนาตัวยาใหม่ๆออกมารักษาโรค
แต่แพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ ก็ได้แฉให้เห็นถึงความหลอกลวงของบริษัทยาว่า มีการวิจัยและพัฒนายาใหม่ออกมาน้อยมาก “ยาใหม่” ที่ บริษัทยาผลิตออกมาขาย ส่วนใหญ่ “ไม่ใช่ยาใหม่” ที่แท้จริง แต่เป็นการ “ดัดแปลงยาเก่า” ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด ยาพวกนี้เรียกว่า “ยาต่อท้าย” หรือ me-too drug โดยการฉกฉวยส่วนแบ่งตลาดของยาตัวที่ทำกำไรดีอยู่แล้ว แล้วผลิตบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกับยาที่ขายดีที่สุดออกมาขายต่อ |
|
แพทย์หญิงแอนเจลล์ได้ยกตัวอย่าง “ยาสแตติน” ซึ่งใช้ “ลดคอเลสเทอรอล” ปัจจุบันมีขายอยู่ในตลาดถึง 6 ชนิด คือ Mevacor, Lipitor, Zocor, Pravachol, Lescol และตัวใหม่ล่าสุดคือ Crestor ยาใหม่ทุกตัวล้วนปรับเปลี่ยนมาจากตัวแรกที่ขายดิบขายดี เห็นความเจ้าเล่ห์ของบริษัทยาหรือยัง ยาอย่างเดียวกัน แต่ทยอยผลิตใหม่ออกมาเรื่อยๆ ใส่โน่นนิดใส่นี่หน่อย แล้วบอกว่าเป็นยาใหม่ดีกว่าเดิม ขายแพงกว่าตัวเดิม
|
|
ดร.ชารอน เลไวน์ ผู้ช่วยประธานบริหาร กลุ่มการแพทย์ไกเซอร์เปอร์มาเนนเต ช่วยแฉกลวิธีสร้างยาใหม่ของบริษัทยาในหนังสือเล่มนี้ด้วยว่า |
|
“ถ้าผมเป็นผู้ผลิต ผมสามารถเปลี่ยนโมเลกุลหนึ่ง แล้วได้รับสิทธิบัตรยาต่อไปอีก 20 ปี และสามารถจูงใจให้แพทย์เขียนใบสั่ง และให้ผู้บริโภคเรียกร้องต้องการรูปแบบ ถัดไปของยา...เพราะสิทธิบัตรยาเดิมของผมกำลังจะหมดอายุ แล้วทำไมผมจะต้องจ่ายเงินให้ กับการหายาที่ใหม่จริงๆ ซึ่งมีความแน่นอนน้อยกว่า มากกว่าจะค้นพบ” |
|
ดังนั้น “ยาใหม่” ที่เป็น “นวัตกรรม” ที่บริษัทยาอ้างว่าต้องใช้ ต้นทุนแพงมากในการวิจัยและพัฒนา จึงมีออกสู่ตลาดน้อยมาก และยาใหม่ ที่ออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่ก็เป็นยาที่เกิดจากการวิจัยของสถาบันวิจัยในมหา-วิทยาลัย และการวิจัยที่ใช้เงินจากภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินลงทุนโดยตรงของบริษัทยา
|
|
ผมไปดูมาแล้วก็เพิ่งถึงบางอ้อ ยอมรับว่าหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้เป็นความจริง ผมก็ได้แต่หวังว่า รัฐบาลไทยจะไม่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ ให้คนไทยต้องเป็นเหยื่อของบริษัทยาสหรัฐฯเหมือนคนอเมริกัน ขนาดอเมริกันด้วยกันเอง บริษัทยาเขายังไม่ละเว้น แล้วคนไทยจะไปเหลืออะไร
|