| เรื่อง – กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล |
| |
เป็นที่เกรียวกราวหาน้อยไม่ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขนำโดย นายแพทย์มงคล ณ สงขลา ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ ภายใต้ปฏิญญาโดฮา ที่ว่าด้วยทริปส์กับการสาธารณสุข (Doha Declaration) ที่ระบุว่าประเทศสมาชิกย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องการสาธารณสุขของตัวเองได้
|
| |
ฉบับแรกประกาศเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ใช้กับยา Efavirenz หรือชื่อทางการค้าว่า Stocrin ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี ส่วนฉบับที่ 2 ประกาศเมื่อวันที่ 25 มกราคม ใช้กับยา Lopinavir & Ritonavir หรือชื่อทางการค้าว่า Kaletra เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรสำรอง ฉบับที่ 3 ประกาศเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 ใช้กับยา Clopidogrel หรือชื่อทางการค้าว่า Plavix เป็นยาสำหรับรักษาโรคเส้นเลือดอุดตันทั้งในสมองและหัวใจ |
| |
ถามว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไร? คำตอบก็มีอยู่ว่าการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตหรือนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกกว่าการซื้อจากบริษัทยา ซึ่งเมื่อบวกค่าสิทธิบัตรเข้าไปราคายาจะแพงกว่าต้นทุนที่แท้จริงหลายเท่าตัว
|
|
| |
แล้วมันน่าฮือฮาอย่างไร? ก็ต้องตอบต่อไปว่าตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามมากกว่าหนึ่งครั้งที่จะใช้มาตรการดังกล่าว แต่เพราะบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกมักเป็นของสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งก็รู้กันอยู่ว่าบริษัทยานั้นมีอิทธิพลสูงขนาดไหนต่อการเมือง จึงทำให้ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกล็อบบี้จากสหรัฐฯ โดยตลอดเราจึงไม่เคยประกาศได้สักที
|
|
| |
การเข้าถึงการรักษาคือสิทธิพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่เมื่อยามีราคาสูงมากจนผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึง สิทธิพื้นฐานที่พึงมีพึงได้จึงไม่เกิดขึ้น |
| |
มาถึง พ.ศ.นี้ ไม่ทราบว่าเหตุใดนายแพทย์มงคลจึงหาญกล้าท้าชนกับบริษัทยา แม้สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือพรีมา (PReMA) จะแถลงว่า 'ได้สั่งชะลอแผนการลงทุนใหม่ทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อทบทวนบรรยากาศการลงทุนในประเทศใหม่...' แต่นายแพทย์มงคลกลับให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงที่น่าจะเรียกว่ากร้าวไม่น้อยว่า
|
|
'การที่ไทยบังคับใช้สิทธิบัตรไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่เนื่องจากปัจจุบันยาดังกล่าวมีราคาแพง ขณะที่ประเทศเรามีงบประมาณน้อยจึงต้องหาวิธีที่จะซื้อยาในราคาถูก เรามีประชาชนที่จะต้องดูแล 18 ล้านคน ไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้ก็จะต้องเสียชีวิต อย่างยารักษาโรคหัวใจกำหนดราคาไว้ที่ 70 บาทมาตั้ง 20 ปีแล้ว หากบังคับใช้สิทธิบัตรก็จะได้ยาในราคาไม่เกินเม็ดละ 7 บาท... ถ้าเรารวยเราคงไม่ทำ ถ้าเกิดเขาขู่แล้วก็ยังยอม เราก็คงต้องเป็นทาสเขาตลอดไป'
|
| |
เหตุนี้จึงได้รับการขานรับอย่างกว้างขวางจากบุคลากรในวงการสาธารณสุข เอ็นจีโอ เครือข่ายผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และประชาชน แต่นี่เป็นเพียงหมุดหมายแรกเท่านั้นสำหรับสาธารณสุขของเมืองไทย ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะตามมาและอีกหลายเรื่องที่เราต้องทำ |
| |
| ไล่เรียงดูความเป็นมาของ 'มาตรการบังคับใช้สิทธิ' อย่างเร็วๆ |
| |
21 พฤศจิกายน 2544 หลังผ่านการถกเถียงอย่างเข้มข้นระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ในที่สุดที่ประชุมรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก ได้เห็นชอบร่างปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุขซึ่งมีเนื้อหาว่า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามิได้กีดขวางประเทศสมาชิกในการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องสาธารณสุขของประเทศ ตามข้อตกลงทริปส์จึงอนุญาตให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิภายใต้เหตุผลที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้กำหนด |
|
| แม้ว่าก่อนหน้านั้น ในปี 2535 ประเทศไทยจะมีความพยายามที่จะใช้สิทธิกับยาดีดีไอ (Didanosine) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัส แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบจากรัฐบาลในขณะนั้น ด้วยเหตุผลด้านมุมมองต่อนโยบายสาธารณสุขและเกรงจะกระทบต่อเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่มผู้ติดเชื้อมากแค่ไหนก็ตาม ทำให้ในเวลานั้นมีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก |
| |
| แต่การต่อสู้ของภาคประชาชนก็ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง |
| |
"ทุกคนที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุขต่างมองเห็นปัญหาเรื่องราคายา เนื่องจากงบตรงนี้ถ้าลดได้มันจะทำให้คนสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลทักษิณก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อดูความเป็นไปได้ในการประกาศใช้ มีการดูว่ายาตัวไหนควรทำที่จำเป็นจริงๆ ดูในเชิงกฎหมาย บทเรียนระหว่างประเทศ พอประมาณปลายรัฐบาลทักษิณ ตอนนั้นในการประชุมของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งมีนายพินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานก็ยอมรับให้ผ่าน แต่ว่าพอไปถึงในฐานะที่เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกลับไม่ได้รับการตอบสนอง" กรรณิการ์ จิตติเวชกุล เจ้าหน้าที่องค์กรหมอไร้พรมแดน อธิบาย
|
| |
| แต่เมื่อถึงยุครัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจกลับประกาศใช้มาตรการดังกล่าวออกมา นิมิตรกล่าวว่า |
| |
"ผมคิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับทีมแบ็กอัพของรัฐมนตรีซึ่งทำงานดี ทำงานแม่น มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธ ทีมที่ปรึกษาข้างๆ หมอมงคลเป็นทีมที่มีความรู้และทำการบ้านมาก่อน เท่าที่ผมรู้บริษัทยาก็ล็อบบี้เขาเยอะนะ ขอเข้าเจรจา ขอเข้าพบ แต่ทีมที่ปรึกษามีจุดยืนมั่นคง ข้อมูลแม่น ที่สำคัญคือเขามั่นใจว่าสิ่งที่ทำมันพิงกฎหมายได้ บวกกับการเห็นสภาพเงื่อนไข ถ้าไม่ทำอย่างนี้กระเป๋าก็ฉีก และต้องเจอการกดดันเรียกร้องจากประชาชน มันไม่มีข้ออ้างใดๆ เลยที่จะไม่ทำ ถือว่าสถานการณ์สุกงอม" |
| |
แม้ว่าการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิจะเป็นอำนาจตามกฎหมายที่ทำได้ หากแต่ในความเป็นจริงจะต้องมีระบบการจัดการบังคับใช้สิทธิบัตรที่ดี จักรกฤษณ์ ควรพจน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า |
| |
"ผมว่าระบบการจัดการสิทธิบัตรในประเทศไทยดีขึ้น ปัญหาเรื่องมาตรการบังคับใช้สิทธิไม่ได้อยู่ตรงเรื่องตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมเรื่องของการจัดการและประเด็นทางการเมือง เช่น ในเงื่อนไขของปฏิญญาโดฮาในข้อตกลงทริปส์ และ พ.ร.บ.สิทธิบัตรกำหนดไว้ มันกำหนดเงื่อนไขค่อนข้างยุ่งยาก เช่นจะต้องแจ้งให้ค่าทรงสิทธิทราบ จะต้องกำหนดค่าชดเชยที่เป็นธรรมให้แก่ผู้ทรงสิทธิ และจะต้องมีการผลิตเพื่อวัตถุประสงค์ที่ประกาศเท่านั้น อย่างคราวที่แล้ว ยาดีดีไอ เจ้าของสิทธิก็ใช้วิธีเตะถ่วงเรื่องการเจรจาค่าธรรมเนียมจึงเกิดปัญหาเรื่องจำนวนค่าชดเชยว่าควรจะเป็นเท่าไหร่ ทางเราบอก 5 เปอร์เซ็นต์ ทางโน้นบอกมา 15 เปอร์เซ็นต์ จึงหาข้อยุติไม่ได้ แล้วใครจะเป็นคนชี้ขาดซึ่งในกฎหมายไม่มี ในที่สุดยื้อไปยื้อมาบวกกับแรงกดดันทางการเมืองจากประเทศคู่ค้าก็เลยไม่ต้องใช้กัน"
|
| |
ขณะที่ศักยภาพในการผลิตยาของประเทศไทยก็อยู่ในระดับที่ 2 หมายความว่าเราไม่สามารถผลิตตัวยาเองได้ แต่สามารถนำเข้าตัวยาจากต่างประเทศเข้ามาผลิตเป็นเม็ดยาได้เอง จุดนี้จักรกฤษณ์มองไปข้างหน้าว่า |
| |
"เนื่องจากประเทศอินเดียไม่ต้องคุ้มครองตัวยากระทั่งปี 2548 เพราะได้รับประโยชน์จากบทเฉพาะกาลจากข้อตกลงทริปส์ ฉะนั้น ในระหว่างนั้นอินเดียสามารถผลิตสารตั้งต้นส่งออกได้ ซึ่งเราก็แค่นำเข้าแล้วมาผสมเอง ปัญหามันอยู่ที่ว่าบทเฉพาะกาลหมดแล้ว ขณะนี้บริษัทข้ามชาติเข้าไปจดสิทธิบัตรในอินเดียเพื่อบล็อกการผลิตสารตั้งต้น ในอนาคตจึงเกิดปัญหาว่าเมื่อเราใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิแล้วเราจะเอาสารตั้งต้นที่ไหน เพราะอินเดียก็ส่งให้เราไม่ได้ ตรงนี้องค์การการค้าโลกก็มองออกว่าเป็นปัญหาจริงๆ ดังนั้นเขาจึงบอกว่าให้ประเทศอย่างอินเดียหรือไทยซึ่งมีศักยภาพสามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อส่งออกได้ซึ่งแต่เดิมห้าม ฉะนั้น ทางแก้ก็คือเราใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อนำเข้ายาจากอินเดีย และอินเดียก็ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อส่งออกยามาไทย ต้องใช้เป็นสองระนาบควบคู่กัน" |
| |
| ผลจากการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การทำให้ราคายาลดลง แต่ผลทางอ้อมคือทำให้ประเทศไทยมีอำนาจในการต่อรองกับบริษัทยาสูงขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าภาครัฐจะเจรจาอย่างไรก็ไม่เป็นผล |
| |
| (มีเรื่องเล่ากันในกลุ่มคนทำงานด้านสาธารณสุขว่า ขนาดอธิบดีขอให้ลดสักสลึงหนึ่งบริษัทก็ยังไม่ยอม) |
| |
แต่หลังจากประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ กรรณิการ์เล่าว่า
|
| |
"แต่ก่อนยา Efavirenz ราคาเคยอยู่ประมาณ 2 พันบาท ต่อรองจนลดลงมาเหลือ 1,400 บาท พอประกาศออกบริษัทยาก็มาขอลดเหลือ 850 ซึ่งก็ยังสูงกว่าที่ผลิตได้ในอินเดียที่อยู่ที่ 650 บาท รวมทั้งที่องค์การเภสัชกรรมผลิตได้ก็จะอยู่ที่ 650 บาทเหมือนกัน หรือคาเลตตาราคาอยู่ที่ 11,580 บาท ก่อนหน้านี้ไม่เคยยอมลด แต่หลังจากประกาศตัวแรกบริษัทจึงมาเจรจาขอลดให้ 50 เปอร์เซ็นต์"
|
| |
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง บริษัทยาก็ได้พยายามออกมากดดันอย่างเต็มที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ด้วยการระบุว่าจะงดการลงทุนในประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงก็คือการลงทุนของบริษัทยาในประเทศไทยมีน้อยมาก นิมิตรอธิบายว่า |
| |
"เป็นเรื่องธรรมดาที่บริษัทจะต้องรักษาผลประโยชน์ แต่ถ้ายามันไม่แพงขนาดนี้ก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรที่จะไปเอายาที่ติดสิทธิบัตรมาผลิตเอง ถ้าคุณอยากหยุดมาตรการนี้ของรัฐ คุณก็ลดราคาลงมาสู้สิ ถ้าเป็นนักธุรกิจทำไมคุณไม่ใช้กลไกตลาดลงมาสู้ แต่คำขู่ของบริษัทยาเป็นคำขู่ที่ไม่สมเหตุสมผลที่บอกว่าจะหยุดการลงทุนในประเทศไทย เพราะว่าบริษัทยาไม่ได้มีสัดส่วนการลงทุนอะไรมากนักในประเทศที่จะเป็นจุดชี้ขาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะเสียหาย เพราะบริษัทยาก็นำเข้ายามาจากต่างประเทศและมากระจายขายเท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งโรงงานในไทย ไม่ได้จ้างแรงงานหรือนักวิชาการไทยเลย"
|
| |
|
เอาเข้าจริงๆ แล้ว แม้ว่าการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสาธารณสุขของประเทศ แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องใส่ใจ โดยเฉพาะกรณีข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ
|
| |
"กฎหมายสิทธิบัตรของประเทศไทยเคยถูกแก้ให้เข้มขึ้น 8 ปีล่วงหน้าก่อนที่องค์การการค้าโลกจะบังคับใช้ แต่อินเดียเขายังขอใช้สิทธิพิเศษอีก 5 ปีรวมเป็น 13 ปี สำหรับช่วงเวลาในการปรับเปลี่ยน ดังนั้น อุตสาหกรรมยาของไทยกับอินเดียที่เมื่อก่อนมีความสามารถใกล้เคียงกัน แต่ด้วยการที่กฎหมายสิทธิบัตรของอินเดียไม่เข้มงวด ตัดตอนเหมือนของไทย ในระยะเวลา 13 ปีนี้อุตสาหกรรมยาของอินเดียจึงพัฒนานำหน้าไทยไปมาก"
|
| |
"แต่ขณะนี้ พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทยก็กำลังเตรียมแก้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเหมือนตามที่สหรัฐฯ ขอในการเจรจาเอฟทีเอที่เชียงใหม่ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังทำสิ่งดีๆ อยู่ แต่กระทรวงพาณิชย์กำลังจะแก้ให้การออกสิทธิบัตรทำได้ง่ายขึ้น กำลังตัดส่วนที่เรียกว่าการคัดค้านการออกสิทธิบัตร ถ้า พ.ร.บ.ถูกแก้ตามนี้จริง แม้จะไม่กระทบประกาศที่ออกมาแล้ว แต่การออกสิทธิบัตรยาที่ง่ายขึ้นก็อาจจะทำให้เราต้องมาตามออกประกาศแบบนี้อีก" |
| |
นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมยาของประเทศซึ่งถูกแช่แข็งมานานจากกฎหมายสิทธิบัตร ให้สามารถพึ่งตนเองได้
|
| |
| ขณะที่นโยบายด้านสาธารณสุขก็ต้องมีการปรับปรุง |
| |
"สิ่งที่รัฐบาลควรทำควบคู่ไปกับการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิคือจัดการระบบยาให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าเรื่องราคา เช่นเรื่องการจัดจำหน่ายอย่างทั่วถึง การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช้ยาเกินสมควร การเลือกยาที่เหมาะสม ผมคิดว่ามันมีนโยบายมากมายที่ต้องดูให้สอดรับกับนโยบายการเข้าถึงยาและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า"
|
| |
และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ พลังของภาคประชาชนที่ร่วมกันขับเคลื่อนจนมีวันนี้ ซึ่งถือเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมีนัยต่อการเมืองภาคประชาชน สำหรับกรรณิการ์ เธอบอกว่า
|
| |
"ในแง่ของภาคประชาชน เรื่องนี้สร้างพลังเยอะมาก เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นมาภายในวันเดียว แต่มีการสั่งสมมาตลอดสิบกว่าปี ทำให้คนเห็นว่าการรวมตัวของประชาชนจะทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น การตรวจสอบนโยบายสาธารณะจะสามารถทำให้นโยบายสาธารณะมันตอบโจทย์ของประชาชนได้ ไม่ใช่ใครอยากจะกำหนดนโยบายสาธารณะยังไงก็ได้"
|
| |
และยังทำให้บุคลากรในวงการสาธารณสุขตื่นตัว มีความรู้มากขึ้น และพร้อมที่จะเคลื่อนไหวเรียกร้องไปพร้อมๆ กับภาคประชาชน |
| |
สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา หลายคนอาจกังวลว่านักการเมืองอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์มากกว่ารัฐบาลชุดนี้ อาจทำการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือยกเลิกประกาศ นิมิตรบอกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลชุดใหม่จะยกเลิกถ้าราคายาที่ได้ถูกลงกว่าซื้อจากบริษัทยา เพราะหากทำเช่นนั้นย่อมต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน
|
| |
เขาย้ำหนักแน่นว่าทางมูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายผู้ติดเชื้อจะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์เช่นเดิมเหมือนที่เคยเป็นมา
|
| |
| และประชาชนก็จะเฝ้าดูนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลชุดใหม่เช่นกัน |
| |
**********************
|