| เรื่อง - กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล |
|
เริ่มแรกที่ น.พ.มงคล ณ สงขลา เข้ามารับตำแหน่งในกระทรวงสาธารณสุข ข้าราชการที่เติบโตมาทางสายแพทย์ชนบทคนนี้ก็ประกาศชนกับธุรกิจที่ทรงอิทธิพลอย่างบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันที ด้วยการห้ามโฆษณาในทุกสื่อ ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องเจอกับแรงเสียดทานไม่น้อย พอๆ กับแรงหนุนจากภาคประชาชน แม้ว่าสุดท้ายจะต้องยกเลิกไปเพราะข้อติดขัดด้านกฎหมาย
|
|
ไม่นานต่อมา วันที่ 29 พฤษจิกายนปีที่ผ่านมา น.พ.มงคลได้เซ็นลงนามประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิเพื่อนำเข้าหรือผลิตยา Efavirenz ยาต้านไวรัสที่ติดสิทธิบัตรอีกครั้ง ซึ่งได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างสำคัญต่อวงการสาธารณสุขบ้านเรา และยังตามมาด้วยประกาศอีก 2 ฉบับในเวลาไล่เรี่ยกัน ท่ามกลางเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางของภาคประชาชนเช่นเดิม และแน่นอนว่าเบื้องหลังของการประกาศย่อมเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล การวิ่งเต้นล็อบบี้ของบริษัทยาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง |
| |
ขณะที่น.พ.มงคลก็ออกมาโต้แย้งกับบริษัทยาด้วยท่าทีค่อนข้างแข็งกร้าว ทำนองว่าเราจะต้องไม่ยอมเป็นทาสใครอีก เหมือนกับการประกาศชนอย่างเป็นทางการกับบริษัทยา-ธุรกิจที่ทรงอิทธิพลทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศอีกครั้ง
|
|
**ก่อนที่จะพูดคุยกับท่านรัฐมนตรีในเรื่องที่เป็นสถานการณ์อยู่ขณะนี้ ขอเท้าความถึงตั้งแต่ที่ท่านรัฐมนตรีเข้ามารับตำแหน่งท่านก็พยายามผลักดันเรื่องการห้ามโฆษณาเหล้า แล้วตอนนี้ก็เรื่องมาตรการบังคับใช้สิทธิอีก ซึ่งทั้งสองกลุ่มธุรกิจที่ว่าล้วนแต่มีอิทธิพลทั้งคู่ ถ้าถามกันด้วยภาษาแบบชาวบ้านๆ ทั่วไปก็คงอยากจะรู้ว่าท่านรัฐมนตรีไปกินดีหมีจากไหนมาครับ
|
|
บอกตรงๆ ว่าไม่ได้เป็นคนกล้าที่จะบอกว่าไปกินดีหมีอะไรมาหรอกนะครับ แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นงานที่พวกเราช่วยทำกันมานานแล้ว และมันยังทำไม่สำเร็จ งานทุกชิ้นที่ทำไม่ได้มาคิดใหม่ ทำใหม่ แต่มันเป็นงานที่อยู่ในท่อแล้วทั้งนั้น และทุกชิ้นที่ได้ทำเตรียมกันเอาไว้แต่ยังไม่สำเร็จนั้น แต่ละชิ้นมีการศึกษา มีการวิจัย มีการปรึกษาหารือ ประชุมกันมาไม่รู้กี่หน กี่ครั้ง |
| |
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุรา ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ในแต่ละปีที่ตายกันช่วงหนึ่งหกร้อย เจ็ดร้อยคน 90 เปอร์เซ็นต์มีสาเหตุมาจากสุรา และปัญหาเรื่องอาชญากรรม ความรุนแรงในครอบครัว และอื่นๆ อีกจิปาถะ มันมาจากความเมาเหล้าเป็นหลัก ทุกคนรู้ แต่เรื่องนี้เราทำไม่เคยสำเร็จ |
| |
พอมาครั้งนี้มันก็ต้องแก้ปัญหาสังคมก่อน เราจึงต้องจับเรื่องนี้ และถึงแม้จะบอกว่ากฎหมายที่เราจะประกาศใช้โดย อย. (องค์การอาหารและยา) นั้น เมื่อกฤษฎีกาบอกว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ยอมรับ แต่เราก็ยังเสนอกฎหมายเพื่อที่จะให้สังคมได้รับสิ่งที่ดีไป
|
| |
ในเรื่องการบังคับใช้สิทธิที่พูดถึงก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพิ่งมาคิด เพิ่งมาทำ คิดกันมาตั้งนานแล้ว และเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2548 ปี 2549 ที่มีการตั้งกรรมการปีละหนึ่งชุด เพื่อเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรเพื่อให้ยาราคาถูกลง แต่ที่เราเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการมีอีกหลายครั้งหลายหน และในเอกสารที่ผมให้ไปนี่ก็บอกไว้ชัดเจนว่าการเจรจามันไม่ได้ผล |
| |
เจรจาทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการไม่เคยได้ผล เพราะฉะนั้นวิธีที่จะให้ได้ผลก็คือ ลงนามประกาศบังคับใช้สิทธิไปเลย พอประกาศบังคับใช้สิทธิแล้วถึงจะเจรจากันได้ |
| |
|
อยากให้แยกกันให้ชัดเจนว่า การที่ลงนามบังคับใช้สิทธินั้น เรายังไม่ได้ใช้สิทธินะ ยังไม่ได้ใช้สิทธิเลย พอลงนามที่จะบังคับใช้สิทธิ เราก็เจรจากับเจ้าของสิทธิบัตร ในขณะนี้ยังไม่ได้ใช้สิทธิเลย เราเจรจากันมาเรื่อยและในขณะเดียวกันเราก็เตรียมการที่จะสั่งยาตัวนั้นเข้ามา หรือเริ่มที่จะผลิตยาตัวนั้น เพราะต้องการเพิ่มอำนาจการต่อรองด้วย |
| |
ก่อนลงนามเราก็เจรจา หลังลงนามแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้สิทธิเราก็เจรจา เมื่อเราเริ่มใช้สิทธิที่จะผลิตหรือสั่งยาเข้ามา เราก็ยังเจรจาอยู่ คือจะต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรเพื่อที่จะให้ค่ารอยัลตี้เขาตามกฎหมาย ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายทั้งนั้นเลย ทั้งกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งทุกคนไม่มีใครเถียง จะบอกว่าไม่เจรจา หลักฐานก็เห็นอยู่แล้วว่าเรามีการเจรจา และไม่ใช่แค่เจรจาหนเดียว แต่เจรจาหลายหนทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และในครั้งนี้ก็มีบริษัทยาเข้ามาเจรจาไปแล้วอย่างน้อยบริษัทละ 2 ครั้ง หลังจากการลงนาม และยังมีการนัดเจรจากันอีก |
| |
เพราะฉะนั้นการเจรจาเราถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการหาข้อสรุปร่วมกันที่ต่างคนต่างก็พอใจในระดับหนึ่ง และจะบอกให้ชัดเจนว่าการที่เราทำนั้น เพราะเราต้องการให้คนที่เขายังไม่มีสิทธิในการเข้าถึงยาเพื่อรักษาชีวิต ได้มีโอกาสเข้าถึง เพราะถ้ายามันลดราคาลงมา 10 เท่า โอกาสที่เราจะจ่ายยาให้คนก็เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าเช่นเดียวกัน
|
| |
ตรงนี้มันจะเป็นประโยชน์ที่สำคัญสำหรับคนยากคนจน แต่คนรวยเขาก็ยังใช้ยาเดิมที่เขาเคยใช้อยู่นั่นแหละ คนรวยเขาไม่กลับมาใช้ยาที่ลดลงมาจากเม็ดละ 70 บาท เหลือ 7 บาทหรอก แต่คนจนที่ไม่เคยได้ใช้ต่างหากที่เขาจะได้ใช้ยาตัวนี้ ฉะนั้น บริษัทยาจะไม่กระทบกระเทือน บริษัทยาเพราะยาที่ขายคงไม่ลดลง คนที่เคยใช้ยาเป็นประจำของเขาแล้ว เขาจะไม่เปลี่ยนมาใช้ยาที่ราคาต่ำกว่า 10 เท่า ถึงแม้จะมีคุณภาพเทียบเท่าก็ตาม เขาคงไม่เปลี่ยน บริษัทยาจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดบริษัทยามาเจรจากันแล้วลดราคาลงมาให้เรา เท่าหรือเกือบเท่าๆ กับยาชื่อสามัญที่เราจะสั่งหรือผลิตเอง เราก็อาจจะไม่สั่งหรือผลิต หรืออาจจะสั่งมาน้อยและใช้ยา Original เป็นหลัก ต่างคนต่างก็เข้าถึงยา ได้ยาดีมาใช้เท่าๆ กัน นี่คือประโยชน์ |
| |
**การเจรจาที่ผ่านมาบริษัทยาไม่ยอมลดราคาให้เลย?
|
| |
| เขาลดให้บ้าง แต่ที่บอกว่าไม่ได้ผลคือเขายอมลดแค่นิดหน่อย |
| |
**ถ้าอย่างนั้น หลังจากที่ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิออกไปแล้ว ทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นต่อในการเจรจามากแค่ไหนครับ
|
| |
มันไม่ใช่ว่าเป็นต่อมากนะครับ เพียงแต่มันมีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น โอกาสมันก็มีน้ำหนักขึ้นเท่านั้นเอง ตรงนี้บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรก็มีแนวโน้มที่จะลดราคาของตัวเองลงมา เพื่อสู้กับยาชื่อสามัญที่เราจะผลิตหรือนำสั่งเข้ามา สุดท้ายก็คงจะรู้ว่าลดลงมาได้เท่าไหร่ แต่สิ่งเหล่านี้เราต้องเก็บเป็นความลับ ถ้าเกิดว่าทางบริษัทไม่ได้เปิดเผยออกมาเอง |
| |
จริงๆ แล้วเรื่องการเจรจา แรกๆ จะสังเกตว่าเราจะไม่พูดถึงเลย เราไม่พูดถึงเพราะว่าการเจรจาที่ผ่านมาทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้นเราถือว่าเป็นความลับ แต่ทีนี้เมื่อใครต่อใครกล่าวหาว่ากระทรวงไม่เจรจา มันจึงจำเป็นที่เราจะต้องเอาหลักฐานออกมาให้เห็น ว่าเรามีคณะกรรมการที่จะทำการเจรจาอยู่หลายคณะทีเดียวของสปสช. ก็มี ของกรมควบคุมโรคก็มี ถึงตรงนี้เราจึงต้องบอกให้ทุกคนทราบว่าเราได้ทำอะไรกันมาบ้าง |
| |
**ก่อนที่จะพูดคุยกับท่านรัฐมนตรีในเรื่องที่เป็นสถานการณ์อยู่ขณะนี้ ขอเท้าความถึงตั้งแต่ที่ท่านรัฐมนตรีเข้ามารับตำแหน่งท่านก็พยายามผลักดันเรื่องการห้ามโฆษณาเหล้า แล้วตอนนี้ก็เรื่องมาตรการบังคับใช้สิทธิอีก ซึ่งทั้งสองกลุ่มธุรกิจที่ว่าล้วนแต่มีอิทธิพลทั้งคู่ ถ้าถามกันด้วยภาษาแบบชาวบ้านๆ ทั่วไปก็คงอยากจะรู้ว่าท่านรัฐมนตรีไปกินดีหมีจากไหนมาครับ |
| |
บอกตรงๆ ว่าไม่ได้เป็นคนกล้าที่จะบอกว่าไปกินดีหมีอะไรมาหรอกนะครับ แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นงานที่พวกเราช่วยทำกันมานานแล้ว และมันยังทำไม่สำเร็จ งานทุกชิ้นที่ทำไม่ได้มาคิดใหม่ ทำใหม่ แต่มันเป็นงานที่อยู่ในท่อแล้วทั้งนั้น และทุกชิ้นที่ได้ทำเตรียมกันเอาไว้แต่ยังไม่สำเร็จนั้น แต่ละชิ้นมีการศึกษา มีการวิจัย มีการปรึกษาหารือ ประชุมกันมาไม่รู้กี่หน กี่ครั้ง |
| |
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุรา ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ในแต่ละปีที่ตายกันช่วงหนึ่งหกร้อย เจ็ดร้อยคน 90 เปอร์เซ็นต์มีสาเหตุมาจากสุรา และปัญหาเรื่องอาชญากรรม ความรุนแรงในครอบครัว และอื่นๆ อีกจิปาถะ มันมาจากความเมาเหล้าเป็นหลัก ทุกคนรู้ แต่เรื่องนี้เราทำไม่เคยสำเร็จ |
| |
พอมาครั้งนี้มันก็ต้องแก้ปัญหาสังคมก่อน เราจึงต้องจับเรื่องนี้ และถึงแม้จะบอกว่ากฎหมายที่เราจะประกาศใช้โดย อย. (องค์การอาหารและยา) นั้น เมื่อกฤษฎีกาบอกว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ยอมรับ แต่เราก็ยังเสนอกฎหมายเพื่อที่จะให้สังคมได้รับสิ่งที่ดีไป
|
| |
ในเรื่องการบังคับใช้สิทธิที่พูดถึงก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพิ่งมาคิด เพิ่งมาทำ คิดกันมาตั้งนานแล้ว และเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2548 ปี 2549 ที่มีการตั้งกรรมการปีละหนึ่งชุดเพื่อเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรเพื่อให้ยาราคาถูกลง แต่ที่เราเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการมีอีกหลายครั้งหลายหน และในเอกสารที่ผมให้ไปนี่ก็บอกไว้ชัดเจนว่าการเจรจามันไม่ได้ผล
|
| |
เจรจาทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการไม่เคยได้ผล เพราะฉะนั้นวิธีที่จะให้ได้ผลก็คือ ลงนามประกาศบังคับใช้สิทธิไปเลย พอประกาศบังคับใช้สิทธิแล้วถึงจะเจรจากันได้
|
| |
อยากให้แยกกันให้ชัดเจนว่า การที่ลงนามบังคับใช้สิทธินั้น เรายังไม่ได้ใช้สิทธินะ ยังไม่ได้ใช้สิทธิเลย พอลงนามที่จะบังคับใช้สิทธิ เราก็เจรจากับเจ้าของสิทธิบัตร ในขณะนี้ยังไม่ได้ใช้สิทธิเลย เราเจรจากันมาเรื่อยและในขณะเดียวกันเราก็เตรียมการที่จะสั่งยาตัวนั้นเข้ามา หรือเริ่มที่จะผลิตยาตัวนั้น เพราะต้องการเพิ่มอำนาจการต่อรองด้วย
|
| |
ก่อนลงนามเราก็เจรจา หลังลงนามแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้สิทธิเราก็เจรจา เมื่อเราเริ่มใช้สิทธิที่จะผลิตหรือสั่งยาเข้ามา เราก็ยังเจรจาอยู่ คือจะต้องเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรเพื่อที่จะให้ค่ารอยัลตี้เขาตามกฎหมาย ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายทั้งนั้นเลย ทั้งกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งทุกคนไม่มีใครเถียง จะบอกว่าไม่เจรจา หลักฐานก็เห็นอยู่แล้วว่าเรามีการเจรจา และไม่ใช่แค่เจรจาหนเดียว แต่เจรจาหลายหนทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และในครั้งนี้ก็มีบริษัทยาเข้ามาเจรจาไปแล้วอย่างน้อยบริษัทละ 2 ครั้ง หลังจากการลงนาม และยังมีการนัดเจรจากันอีก
|
|
| |
เพราะฉะนั้นการเจรจาเราถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการหาข้อสรุปร่วมกันที่ต่างคนต่างก็พอใจในระดับหนึ่ง และจะบอกให้ชัดเจนว่าการที่เราทำนั้น เพราะเราต้องการให้คนที่เขายังไม่มีสิทธิในการเข้าถึงยาเพื่อรักษาชีวิต ได้มีโอกาสเข้าถึง เพราะถ้ายามันลดราคาลงมา 10 เท่า โอกาสที่เราจะจ่ายยาให้คนก็เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าเช่นเดียวกัน |
| |
ตรงนี้มันจะเป็นประโยชน์ที่สำคัญสำหรับคนยากคนจน แต่คนรวยเขาก็ยังใช้ยาเดิมที่เขาเคยใช้อยู่นั่นแหละ คนรวยเขาไม่กลับมาใช้ยาที่ลดลงมาจากเม็ดละ 70 บาท เหลือ 7 บาทหรอก แต่คนจนที่ไม่เคยได้ใช้ต่างหากที่เขาจะได้ใช้ยาตัวนี้ ฉะนั้น บริษัทยาจะไม่กระทบกระเทือน บริษัทยาเพราะยาที่ขายคงไม่ลดลง คนที่เคยใช้ยาเป็นประจำของเขาแล้ว เขาจะไม่เปลี่ยนมาใช้ยาที่ราคาต่ำกว่า 10 เท่า ถึงแม้จะมีคุณภาพเทียบเท่าก็ตาม เขาคงไม่เปลี่ยน บริษัทยาจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดบริษัทยามาเจรจากันแล้วลดราคาลงมาให้เรา เท่าหรือเกือบเท่าๆ กับยาชื่อสามัญที่เราจะสั่งหรือผลิตเอง เราก็อาจจะไม่สั่งหรือผลิต หรืออาจจะสั่งมาน้อยและใช้ยา Original เป็นหลัก ต่างคนต่างก็เข้าถึงยา ได้ยาดีมาใช้เท่าๆ กัน นี่คือประโยชน์ |
|
| |
**การเจรจาที่ผ่านมาบริษัทยาไม่ยอมลดราคาให้เลย?
|
| เขาลดให้บ้าง แต่ที่บอกว่าไม่ได้ผลคือเขายอมลดแค่นิดหน่อย |
| |
**ถ้าอย่างนั้น หลังจากที่ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิออกไปแล้ว ทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นต่อในการเจรจามากแค่ไหนครับ
|
| |
มันไม่ใช่ว่าเป็นต่อมากนะครับ เพียงแต่มันมีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น โอกาสมันก็มีน้ำหนักขึ้นเท่านั้นเอง ตรงนี้บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรก็มีแนวโน้มที่จะลดราคาของตัวเองลงมา เพื่อสู้กับยาชื่อสามัญที่เราจะผลิตหรือนำสั่งเข้ามา สุดท้ายก็คงจะรู้ว่าลดลงมาได้เท่าไหร่ แต่สิ่งเหล่านี้เราต้องเก็บเป็นความลับ ถ้าเกิดว่าทางบริษัทไม่ได้เปิดเผยออกมาเอง
|
| |
จริงๆ แล้วเรื่องการเจรจา แรกๆ จะสังเกตว่าเราจะไม่พูดถึงเลย เราไม่พูดถึงเพราะว่าการเจรจาที่ผ่านมาทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้นเราถือว่าเป็นความลับ แต่ทีนี้เมื่อใครต่อใครกล่าวหาว่ากระทรวงไม่เจรจา มันจึงจำเป็นที่เราจะต้องเอาหลักฐานออกมาให้เห็น ว่าเรามีคณะกรรมการที่จะทำการเจรจาอยู่หลายคณะทีเดียวของสปสช. ก็มี ของกรมควบคุมโรคก็มี ถึงตรงนี้เราจึงต้องบอกให้ทุกคนทราบว่าเราได้ทำอะไรกันมาบ้าง |
| |
**ได้ยินว่าทีมงานของท่านรัฐมนตรีที่ทำเรื่องนี้ แม่นยำในเรื่องข้อมูลและกฎหมายมาก จึงกล้าตัดสินใจประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิออกมา? |
| |
ทีมงานเป็นทีมงานที่เขารู้จริง เจาะลึก เป็นทีมงานที่ทำเรื่องนี้กันมาเป็นเวลานานมาก และก็ไม่ได้ประสานงานเฉพาะในประเทศ แต่ประสานงานกับองค์กรต่างประเทศ ในธุรกิจยา ในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญาโดฮาหรือทริปส์ เรามีการประสานกัน แม้แต่ส.ส.ของสหรัฐอเมริกา 20 กว่าคนก็ออกมาต่อสู้ให้เรา
|
| |
สิ่งเหล่านี้นอกจาเราจะเชื่อมกันในประเทศแล้ว แม้แต่ต่างประเทศเราก็เชื่อมกันเพื่อหาทางทำให้ประเทศยากจน ประเทศที่กำลังพัฒนาได้มีสิทธิ มีเสียงในการดูแลประชาชนที่ยากจนของตัวเอง เพราะฉะนั้นทีมงานจึงมีอยู่หลายคนที่ช่วยกันทำ ทั้งที่กระทรวง สำนักงานประกันสุขภาพ มหาวิทยาลัยต่างๆ และในต่างประเทศด้วยที่ช่วยกันทำ
|
| |
**การประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิทั้ง 3 ฉบับ สำหรับฉบับที่ 1 และ 3 ซึ่งเป็นยาต้านไวรัส หลายฝ่ายเห็นพอจะทำความเข้าใจได้ครับ แต่ในประกาศฉบับที่ 2 ที่ใช้กับยารักษาโรคหัวใจที่ชื่อว่า Plavix กลับเกิดมีการตั้งคำถามกันมาก กระทรวงพาณิชย์ก็ออกมาพูดในทำนองเป็นห่วงว่า หากบริษัทยาไปฟ้องกับองค์การการค้าโลก เราอาจจะแก้ตัวลำบาก
|
| |
ยานี้มันเป็นยารักษาโรคหัวใจ และสูตรของมันมีที่อื่นผลิตออกมา มีการจำหน่าย เราก็รู้กันอยู่ว่าถ้าเราจะผลิตเอง องค์การเภสัชฯ เราก็ผลิตได้ แต่ยาตัวนี้คนที่เข้าถึงและได้ใช้ยาคือคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่มีเงินซื้อ เพราะยาที่แพงอย่างนี้ไม่สามารถบรรจุลงไปในยาที่ประกันสังคมจะนำไปใช้ ยาที่ประกันสุขภาพจะนำไปใช้ แต่ถ้าราคามันลดลงมา คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสใช้ก็จะมีโอกาสได้ใช้ แต่ส่วนที่คนรวยๆ ที่ใช้อยู่แล้วก็ยังใช้อย่างเดิม และสิ่งที่เราทำตรงนี้มันทำให้คนจนซึ่งไม่เคยเข้าถึงยาตัวนี้ได้มีสิทธิใช้ยาเช่นเดียวกับคนรวย มันไม่ได้แตกต่างไปเลยกับยาต้านไวรัส
|
| |
เพราะยาต้านไวรัสก่อนหน้านี้ คนจนก็เข้าไม่ถึง เราเองก็สามารถซื้อยาเหล่านี้ให้ผู้ติดเชื้อได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่พอมันลดลงมาเป็น 10 เท่า เราก็สามารถเพิ่มการบริการได้อีกเป็น 10 เท่าของจำนวนที่เราให้อยู่แล้ว มันไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะเรามีเงินอยู่จำกัด เมื่อไหร่ที่ราคายาลดลง เราก็สามารถขยายการบริการได้เพิ่มขึ้น เท่านั้นเอง ไม่แตกต่างกันตรงไหน |
| |
**ถ้าเกิดบริษัทยาฟ้องร้องกับทางองค์การการค้าโลกท่านรัฐมนตรีก็จะใช้เหตุผลนี้
|
| |
ใช่ คือในทริปส์เขาระบุชัดเจนว่าเราสามารถประกาศบังคับใช้สิทธิได้ในกรณีความจำเป็นเร่งด่วน หรือยามฉุกเฉิน หรือในกรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่การค้า นั่นแปลว่าเราไม่ได้ทำการบังคับใช้สิทธิได้เฉพาะกรณีเร่งด่วนเท่านั้น กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่การค้า เราก็ทำได้ด้วย
|
| |
และในกฎหมายสิทธิบัตรของไทยก็มีเรื่องการบังคับใช้สิทธิอยู่ 3 แบบด้วยกัน แบบที่หนึ่งบังคับใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ทางการค้า หมายถึงว่าโรงงานยาเอกชนอยากจะผลิตยาตัวนี้ ไปขอใช้สิทธิแล้วทางบริษัทเขาไม่ให้ ก็ไปให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้ขาด ถ้าทางกรมฯ เห็นว่าควรจะผลิตในเมืองไทยด้วยก็จะสั่งบังคับใช้สิทธิ แต่ทำเพื่อการค้าก็ต้องจ่ายค่ารอยัลตี้เต็มที่
|
| |
แบบที่สองก็คือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ข้อนี้ทางกระทรวง ทบวง กรม สามารถบังคับใช้สิทธิได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่จำเป็นต้องฉุกเฉิน เร่งด่วน หรือในยามสงคราม แต่พอประกาศตูมปุ๊บต้องแจ้งเจ้าของสิทธิทันที เพื่อให้เขามาเจรจาต่อรองได้ก่อนใช้สิทธิจริง |
| |
ส่วนแบบที่สามคือในยามฉุกเฉินหรือยามสงคราม อันนี้ไม่ต้องแจ้งเลย นายกฯ โดยมติคณะรัฐมนตรีสามารถใช้สิทธิตูมเลย โดยไม่ต้องต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือมาตรา 52 ฉะนั้น เราเป็นไปตามนี้หมด แล้วในข้อตกลงโดฮาก็เขียนไว้ว่า แต่ละประเทศมีสิทธิที่จะบังคับใช้สิทธิได้และมีอิสระในการกำหนดเหตุผลที่จะบังคับใช้สิทธินั้น ฉะนั้น ประเทศไทยจะกำหนดเหตุผลยังไงก็ขึ้นอยู่กับประเทศไทย อันนี้เขียนไว้ชัดเจน เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะฟ้องด้วยข้อกฎหมายข้อไหน ถ้าเขาฟ้อง เราก็ชี้แจงไปตามนี้
|
| |
**เรียกว่าคราวนี้ท่านรัฐมนตรีมั่นใจกับข้อกฎหมายที่หลังพิงในครั้งนี้มาก
|
| |
ใช่ครับ คือหลายคนที่กระแนะกระแหนว่าเราเคยอ้างอิงกฎหมายเรื่องสุราแล้วไม่ได้ผล เรื่องนี้จะเหมือนกันมั้ย บอกได้เลยว่าไม่เหมือน เพราะเรื่องห้ามโฆษณาสุราเราให้กฤษฎีกาตีความและคิดว่ามันใช้ประโยชน์ได้เพราะเป็นกฎหมายที่ทางสคบ. เขามอบมาให้ แต่เมื่อกฤษฏีกาตีความมาว่าใช้ไม่ได้ ก็คือใช้ไม่ได้ แต่เราก็กำลังส่งกฎหมายควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์เข้าไปสู่สภา มันจึงเป็นคนละประเด็นกัน |
| |
|
**ท่านรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าเกิดเขา (บริษัทยา) ขู่แล้วก็ยังยอม เราก็คงต้องเป็นทาสเขาตลอดไป คิดว่านี่เป็นท่าทีที่แข็งกร้าวไปหรือเปล่า
|
| |
คุณลองดูว่าคนของเราต้องตายไปโดยไม่เคยได้สัมผัสกับยาที่ควรจะช่วยชีวิตเขาได้จำนวนเท่าไหร่ ทั้งคนไข้โรคเอดส์ คนไข้โรคหัวใจ เพราะเขาจน คนจนไม่มีสิทธิที่จะปกป้องชีวิตตัวเองเลยหรือ ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่สามารถปกป้องชีวิตคนยากจนได้ เราไม่รู้จะอยู่เฉยๆ และมีความสุขได้อย่างไร เราจะต้องทำให้ถึงที่สุดของเรา ใครต่อใครก็พูดว่าต้องเอาใจใส่ ดูแลคนยาก คนจน แต่มีใครที่ลงทุนทำอย่างกระทรวงสาธารณสุขมั้ย เราไม่เคยตะโกนเลยว่าเราเป็นคนที่ทำงานเพื่อคนยาก คนจน แต่ที่เราทำจะบอกว่าแข็งกร้าวมันก็ไม่ใช่ แต่เราบอกความเป็นจริงว่าคนจนของเรายังเข้าไม่ถึงยา จำนวนคนติดเชื้อเอดส์อีก 5 แสนกว่า มีคนที่จะต้องกินยาต้านไวรัสร่วมแสนคน แต่เรามียาให้เขากินแค่ 25,000 คน แล้วที่เหลือจะปล่อยให้เขาตายหรือ คนเป็นโรคหัวใจของเราขณะนี้มีตั้งเท่าไหร่ เขาได้กินยาไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ คนที่เหลือเราจะปล่อยให้เขาตายเพราะเขาจนอย่างนั้นหรือ
|
| |
| **ถึงตอนนี้ทางบริษัทยาก็ยังคงมีการล็อบบี้ วิ่งเต้นกันอย่างหนักหน่วง |
| |
(หัวเราะ) ผลประโยชน์มันก็เป็นเรื่องไม่แปลกนะ ต่างคนต่างก็ต้องรักษาผลประโยชน์ ภาครัฐต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชน บริษัทยาก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ร่วมทุน ฉะนั้น มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ต่างคนต่างก็มีบทของตัวเองที่จะทำ
|
| |
**ประเด็นใหญอีกเรื่องหนึ่งคือการทำข้อตกลงเอฟทีเองระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งก็มีข้อเรียกร้องให้ไทยแก้กฎหมายสิทธิบัตรเพื่อจะทำให้การจดสิทธิบัตรยาง่ายขึ้น เมื่อจดสิทธิบัตรง่ายขึ้น ยาบางตัวที่ไม่ควรจดก็ได้จด อนาคตข้างหน้าเรามิต้องไล่ตามบังคับใช้สิทธิไปตลอดหรือครับ หรืออย่างข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เราตัดเรื่องประโยชน์สาธารณะในการบังคับใช้สิทธิให้เหลือแค่ความจำเป็นเร่งด่วน คือผมอยากทราบว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว นโยบายด้านสาธารณสุขของไทยในวันข้างหน้าจะเอายังไงกันแน่
|
| |
ในเมื่อกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เป็นผู้เล่นบทนั้นก็เพียงแต่ฝากเอาไว้ให้ผู้ที่เล่นบทตรงนี้ช่วยกันดูแลสิทธิของคนยาก คนจนในบ้านเราด้วย อย่าให้ถูกละเลยและปล่อยให้เขาตายไปโดยไม่ได้รับการเหลียวแล ก็ฝากไว้ได้แค่นั้น และในบทของเรา ถ้าเกิดมันออกมาอย่างนั้นจริง อะไรที่เราพอจะแก้ได้เพื่อคนยาก คนจน เราก็ต้องทำต่อไป คือผมยังไม่ทราบว่าเขาจะมีข้อตกลงยังไงกัน แต่ผมหวังว่าข้อตกลงอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงไหนก็ตาม ก็ต้องคำนึงถึงคนของเรา ประเทศทุกประเทศเขาจะเอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก บ้านเราก็คงจะเป็นเช่นเดียวกับทุกประเทศนั่นแหละคือต้องเอาประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก จะปล่อยให้คนอื่นเข้ามาเอาประโยชน์จากเราฝ่ายเดียว เราได้แต่เศษๆ เลยๆ ก็คงไม่ได้ ก็คงไม่ถูก |
| |
**ข่าวบางสำนักบอกว่าการประกาศบังคับใช้สิทธิครั้งนี้อาจเป็นหมุดหมายแรกของนโยบายด้านสาธารณสุขของเมืองไทย ท่านรัฐมนตรีคิดจะสานต่อนโยบายอะไรต่อไปอีกหรือเปล่าครับ |
| |
จริงๆ แล้วขณะนี้ระบบหรือนโยบายสาธารณสุขไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เราพยายามที่จะให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีความเท่าเทียมกันในทุกๆ เรื่อง อันนี้เป็นนโยบายหลัก ไม่ได้เป็นนโยบายของคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะ แต่เราทำมาตามบทบาทหน้าที่ของเราอยู่แล้ว ฉะนั้น อะไรที่จะทำให้เกิดได้ตามวัตถุประสงค์หลักของการทำงานของกระทรวงเราก็จะต้องทำ |
| |
**จากการประกาศบังคับใช้สิทธิครั้งนี้เราก็เห็นอยู่ว่ามันไปกระทบกับการทำงานของกระทรวงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ อยากเรียนถามตรงๆ ครับว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต่อไปข้างหน้ามันจะทำให้การทำงานของท่านรัฐมนตรีเกิดปัญหา หรือเกิดแรงกดดันจากคณะรัฐมนตรีหรือเปล่า
|
|
| |
เราก็ต้องขอความเห็นใจเพราะว่าบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขต้องทำเพื่อผู้ป่วย และในขณะเดียวกันเราก็อธิบายให้กับทุกฝ่ายได้รับรู้ รับทราบว่ามันมีกฎหมายที่สากลและประเทศเราก็ยอมรับ เราทำได้อย่างถูกต้อง และเราก็มีการเจรจา มีการหารือ เหมือนกับที่สหรัฐฯ เหมือนกับที่แคนาดาทำกับประเทศอื่นๆ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เขาก็บังคับใช้สิทธิเช่นเดียวกับเรา ไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้น ฉะนั้น ประเด็นนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ทำ ส่วนเรื่องการเจรจาทางการค้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันไม่ได้เอาเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง อาจจะมีการเอาไปเชื่อมโยงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองในการเจรจาเป็นบางครั้งบางคราว มันก็เป็นไปได้ แต่เราก็ยืนอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
|
|
| |
**มีวี่แววว่าจะประกาศใช้กับยาตัวไหนอีกหรือเปล่าครับ
|
|
| |
ตอนนี้ยังครับ มันมีกลไกของเขาอยู่ สปสช.เขาทำอยู่ ถ้าไม่เสนอมาก็ไม่มี
|
**แล้วตอนนี้สปสช.กำลังทำข้อมูลยาตัวไหนครับ? |
|
| |
| อันนี้ต้องไปถามเขา (หัวเราะ) |
|