กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

     
       
   
 
  ทรัพย์สินทางปัญญาในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน
. รศ.จักรกฤษณ์ ควรพจน์  
 
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลลองกอง
จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ในยาสามชนิดเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อให้เกิดปัญหาเชิงปรัชญาเกี่ยวกับระบบทรัพย์สินทางปัญญาในหลายด้านด้วยกัน

 

การที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาต้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสูง เกินเลยศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศ ก็เป็นเพราะไทยและประเทศเหล่านั้น ไปลงนามเข้าร่วมในองค์การการค้าโลก ทำให้ต้องรับพันธกรณีตามความตกลงทริปส์มาโดยจำใจ
 
ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา อาจมองได้ว่าเป็นความขัดแย้งของสิทธิมนุษยชนในสองด้าน ด้านแรก การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นก็เพื่อรับรองสิทธิของผู้สร้างสรรค์งาน ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (มาตรา 27 วรรคสอง) ในอีกด้านหนึ่งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเกินสมควร เกินความพอเหมาะพอดี ก็อาจมีผลเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นได้เช่นกัน
 
เพราะทรัพย์สินทางปัญญานั้น มีต้นทุนทางสังคม  สิทธิมนุษยชนของสมาชิกในสังคมอาจถูกล่วงละเมิดได้โดยง่าย ดังเช่นสิทธิของผู้ยากไร้ ที่ไม่สามารถเข้าถึงยาเพื่อรักษาชีวิต เช่นยาต้านไวรัสเอดส์ หรือยาโรคหัวใจ อันเป็นการล่วงละเมิดต่อสิทธิในชีวิต (Right to life) และสิทธิในสุขภาพ (Right to health)
แม้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนจะรับรองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แต่สิทธิดังกล่าวก็เป็นสิทธิลำดับรอง หาได้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลดังเช่นสิทธิในชีวิต สิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และสิทธิในสุขภาพไม่
สิทธิในทรัพย์สินถูกกำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อแนวความคิดทุนนิยมและตลาดเสรี จอห์น ล็อค (John Locke) อธิบายว่า “สิทธิในทรัพย์สิน คือ การรับรองความวิริยะอุตสาหะและแรงงานที่บุคคลได้ใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น” และแม้จะเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล แต่ระบบเสรีนิยมก็เชื่อว่า สังคมจะได้รับประโยชน์จากสิทธิของบุคคลนี้ เพราะจะทำให้เกิดตลาดเสรีที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า  และนำไปสู่ความมั่งคงของสังคมในที่สุด
ทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่จะถูกถือครองโดยบริษัทและองค์กรธุรกิจ และแม้ว่าจะถูกเรียกว่า “สิทธิ” แต่ทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเพียงเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ การคุ้มครองมีลักษณะเป็นการให้เอกสิทธิ์ (privileges) แก่บุคคล (หรือบริษัท) เพื่อส่งเสริมให้มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสุดท้ายประโยชน์ที่ได้ก็จะตกได้กับสังคมนั่นเอง  การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาหาได้มีเป้าหมายสุดท้ายในตัวมันเองไม่  หากแต่เป็นเพียงวิธีการที่จะนำไปสู่การบรรลุในเป้าหมายของสังคม (a means to an end, not an end in itself) เช่น เพื่อทำให้สังคมได้รับเทคโนโลยีความรู้ใหม่ ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
ในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ มีข้อที่รัฐจะต้องคำนึงถึงอยู่หลายประการ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับการคุ้มครอง เรื่องว่าโครงสร้างและลักษณะของการคุ้มครองอย่างใดจึงจะเอื้อประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด  สิ่งเหล่านี้จะต้องถูกกำหนดให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับอุตสาหกรรมและระดับการพัฒนาของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องกลไกควบคุมและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับสาธารณชน (ดังเช่นมาตรการบังคับใช้สิทธิ)  และเรื่องแนวทางกระจายผลประโยชน์ที่เกิดจากการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นธรรม
นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน ถูกกำหนดอย่างโน้มเอียงไปทางปกป้องผลประโยชน์เจ้าของเทคโนโลยี  โดยละเลยประโยชน์ของผู้บริโภค  ประสิทธิภาพและความสำเร็จของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มักจะวัดกันที่การปราบปรามการทำละเมิด และการนำเอาทรัพย์สินทางปัญญาไปหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มากกว่ามองที่ประโยชน์ของสาธารณชนที่ควรได้รับการปกป้อง  รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักได้รับอิทธิพลความคิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจากเจ้าของเทคโนโลยี หรือจากองค์การระหว่างประเทศที่ถูกควบคุมโดยเจ้าของสิทธิอีกทีหนึ่ง ดังเช่น องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือไวโป (WIPO)
 
ทรัพย์สินทางปัญญานั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดได้แก่ การเจรจาการค้ารอบอุรุกวัย ที่ประเทศกำลังพัฒนายอมรับความตกลงทริปส์เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเปิดตลาดการค้า และเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว  แต่เมื่อรอบอุรุกวัยได้สิ้นสุดลงไปแล้วระยะหนึ่ง ประเทศกำลังพัฒนาจึงเริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดของตน เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วหาได้รักษาคำมั่นสัญญาที่จะเปิดตลาดให้กับสินค้าสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาไม่ และแม้ประโยชน์ที่ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับจากการเจรจาการค้าพหุภาคีจะไม่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสิ่งทอ สินค้าเกษตร หรือการคงไว้ซึ่งสิทธิพิเศษทางการค้าสำหรับประเทศยากจน  แต่ประเทศเหล่านั้นก็ต้องแบกรับภาระที่เกิดจากการเจรจา ดังเช่นรับผลกระทบของความตกลงทริปส์และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะต่อปัญหาการเข้าถึงยาและสินค้าจำเป็น
 
ผลกระทบต่อสังคมของทรัพย์สินทางปัญญา อาจแตกต่างจากผลของสิทธิในทรัพย์สินอื่น เช่น การที่รัฐรับรองระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินของนายทุน อาจมีผลทำให้คนยากจนขาดที่ดินทำกิน ซึ่งแตกต่างไปจากการรับรองทรัพย์สินทางปัญญาที่ทำให้คนทั่วไปไม่มีโอกาสก็อปปี้เพลง หรือทำให้ประชาชนนับล้านถูกห้ามมิให้ทำสำเนารายการโทรทัศน์ยอดนิยม เช่นนี้อาจมองได้ว่า ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ดิน แต่ในบางกรณีผลกระทบของทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจรุนแรงกว่ามาก เช่น ตัดโอกาสของผู้อื่นที่จะผลิตสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิต เช่น ยา ตำราเรียน หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมากในสังคม
 
สมมติว่า นายดำกำลังจะป่วยตายด้วยโรคเอดส์หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งยังไม่มียารักษาให้หายขาด ดำทำใจได้ และพร้อมที่จะตาย  ต่อมา บริษัทยาข้ามชาติแห่งหนึ่งได้พัฒนายาที่ยับยั้งโรคนี้ได้สำเร็จ  บริษัทขอรับสิทธิบัตรและผลิตยาออกจำหน่ายในราคาแพง  ผู้ติดเชื้อที่มีฐานะดีสามารถซื้อยามารักษาโรคและต่อชีวิตออกไปได้  แต่ดำเป็นคนยากจนที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อยา และรัฐก็ไม่มีงบประมาณพอที่จะซื้อยามารักษานายดำ  แน่นอนว่าในกรณีนี้ ทรัพย์สินทางปัญญาได้ก่อผลกระทบต่อนายดำอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในด้านจิตใจ นายดำจะต้องรู้สึกว่าโอกาสในการรักษาโรคของตนนั้นมีอยู่ แต่ไม่สามารถเป็นจริงได้  เพียงเพราะรัฐได้ไปลงนามทำสัญญากับต่างชาติว่าจะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท
 
อาจมีข้อโต้แย้งกลับมาว่า นายดำมิได้สูญเสียสิ่งใดเลย เพราะหากบริษัทไม่พัฒนายาขึ้น ดำก็ต้องตายอยู่ดี  การที่นายดำไม่สามารถเข้าถึงยาได้ (เพราะยามีราคาแพง) ก็ยังคงส่งผลเช่นเดิม (คือดำเสียชีวิตในที่สุด) ดังนั้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีทรัพย์สินทางปัญญา ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อนายดำ  อย่างไรก็ดี ไม่ควรจะลืมว่า ผลกระทบที่เกิดกับบุคคลนั้นมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการสูญเสียในเชิงรูปธรรมเท่านั้น  ความตายของดำจากโรคภัยที่ดำทำใจได้ว่าไม่มียารักษาให้หายขาด  ย่อมแตกต่างจากความตายของดำเนื่องจากไม่สามารถซื้อหายามารักษาได้เนื่องจากยามีราคาแพง และแน่นอน ความตายในกรณีหลังย่อมก่อความสูญเสียและความทุกข์ทรมานต่อดำมากยิ่งกว่าในกรณีแรก ซึ่งความสูญเสียเช่นนี้เป็นผลมาจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั่นเอง
 
โดยสรุป สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในสุขภาพ ล้วนแต่เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด (inherent rights) เป็นสิทธิที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด อยู่คู่กับมนุษย์ไปจนตาย  แต่ทรัพย์สินทางปัญญากลับมีปรัชญาที่ต่างจากสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นสิทธิที่มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ ที่อาจแบ่งแยก อาจซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้  และที่สำคัญ เป็นสิทธิที่มีกำหนดระยะเวลาจำกัด ขาดความแน่นอน อาจถูกเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้  ดังนั้น สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจึงไม่ควรถูกมองว่ามีศักดิ์ที่ต่ำกว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และนโยบายการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ไม่ควรได้รับความสำคัญยิ่งไปกว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนของบุคคล
 
การมองทรัพย์สินทางปัญญาจากแง่มุมด้านสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ จะทำให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญา มีดุลยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และจะทำให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปอย่างมีเป้าหมายชัดเจน มิใช่เพียงแต่คุ้มครองเพื่อสร้างความพอใจต่อนักลงทุนต่างชาติ หรือเพื่อรักษาตลาดส่งออกเท่านั้น
 
25 กุมภาพันธ์ 2550
 
 
    .
กลับหน้าแรก CL OPINION