กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

     
       
   
 
  การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาติดสิทธิบัตร: ขิงแก่ขับลมละโมบ?
. รองศาสตราจารย์ ดร. จิราพร ลิ้มปานานนท์  
 
9 มีนาคม 2550
สมุดปกขาวโดยกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพ เรื่อง “ข้อมูลความจริง 10 ประเด็นร้อน การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร 3 รายการในประเทศไทย” รูปลักษณ์ภายนอกละม้ายคล้ายหนังสือที่ระลึกงานศพ ซึ่งหนังสือจำพวกนี้ล้วนมีคุณค่าในการพัฒนาคนในการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกันหนังสือเล่มนี้หน้าปกระบุชัดว่า ต้องการให้เป็นเอกสารเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาของสังคมไทยในเรื่องสิทธิบัตรยา

 

“การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะเกิดผลยั่งยืน และเป็นผลดีต่อประเทศไทยและสังคมไทยโดยรวมนั้น จำเป็นจะต้องมีการเสริมและพัฒนาภูมิปัญญาขององค์กรภาคีต่างๆ และโดยเฉพาะของสังคมไทยทั้งมวล เพื่อที่จะได้ร่วมกันสนับสนุน ท้วงติง และตรวจสอบความเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมที่สำเร็จยั่งยืนในแต่ละเรื่องต่อไป”
 
—นายแพทย์มงคล ณ สงขลา เขียนไว้ในคำนำ
 
10 ประเด็นร้อน การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร 3 รายการในประเทศไทยในหนังสือนี้ ได้ให้ข้อเท็จจริง และหลักฐานเอกสาร อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นที่ 1 ทำไมต้องประกาศใช้สิทธิโดยรัฐและการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายภายในและระหว่างประเทศหรือไม่ แต่เมื่ออ่านข่าวในหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 8 มีนาคม ที่ระบุว่า พรีมา ชี้ทางออกสุดท้ายซีแอลฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาสากล แล้ว ผู้เขียนสรุปได้ว่า พรีมายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ หรืออ่านแล้ว แต่สิ่งที่นายแพทย์มงคลหวังที่จะให้หนังสือนี้พัฒนาภูมิปัญญาขององค์กรภาคีนั้น คงไม่สำเร็จสำหรับองค์กรเช่น ‘พรีมา‘ ละกระมัง ขิงแก่ที่เผ็ดร้อนไม่สามารถขับลมแห่งความละโมบต่อผลกำไรอันมหาศาลที่ลดลงไปบ้างเพียงเล็กน้อยของบริษัทยาออกไปได้จากสังคมไทยหรือ? ด้วยหวังว่าคงเป็นกรณีแรก จึงเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้น
พรีมา เป็นตัวย่อของ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นบริษัทยาข้ามชาติที่ทำธุรกิจยาในประเทศไทยกว่า 40 บริษัท นำเข้ายา ส่วนใหญ่เป็นยาติดสิทธิบัตรที่มีราคาสูงลิบลิ่ว เพื่อขายในประเทศไทย โดยการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ในต่างประเทศ ธุรกิจยาข้ามชาติเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลในลำดับต้นๆ เหนือธุรกิจจำพวกอื่นๆ มาโดยตลอด เฉพาะธุรกิจยาในสหรัฐฯ มีมูลค่าถึงสองแสนล้านดอลล่าร์ต่อปี ความจริงเกี่ยวกับบริษัทยา ได้ถูกเปิดเผยในหนังสือขายดีในสหรัฐฯ ที่ชื่อ “The Truth About the Drug Companies” โดย แพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ ผู้ที่ในปี 2540ได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์ว่าเป็น 1 ใน 25 ชาวอเมริกันที่มีบารมีสูงสุด หนังสือเล่มนี้ได้ถูกแปลเป็นไทยในชื่อ กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ ที่มี นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒนเป็นบรรณาธิการ ความจริงเหล่านี้มีเช่น การวิจัยส่วนใหญ่ที่นำมาสู่การผลิตยาในที่สุด ไม่ได้ทำโดยบริษัทยา, อุตสาหกรรมยาอ้างว่ามุ่งงานนวัตกรรม แต่มียาเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นยาใหม่จริง ส่วนใหญ่เป็นเพียงยาดัดแปลงจากยาเก่า, และบริษัทยาใช้เงินมหาศาลวิ่งเต้นนักการเมือง เป็นต้น
 
ในประเด็นที่ว่าพรีมาจะฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาสากลนั้น ถ้าพิจารณาจากเนื้อหาข้อตกลงการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ที่เรียกย่อว่า ทริปส์ มาตรา 31บี ระบุไว้ชัดเจนว่า การใช้สิทธิของรัฐบาลต่อสิทธิบัตร (บางทีเรียกย่อว่าซีแอล) นั้นทำได้สามกรณี คือ ฉุกเฉิน เร่งด่วน และ ประโยชน์สาธารณะที่ไม่หวังกำไร ซึ่งการใช้สิทธิของรัฐบาลไทยต่อยาติดสิทธิบัตรทั้งสามตัวนี้ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า เพื่อให้บริการแก่ผู้จำเป็นที่ต้องใช้ยานี้เฉพาะผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม และผู้มีสิทธิในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและลูกจ้างของทางราชการ มิได้หวังกำไรแต่อย่างไร ประกอบกับในข้อตกลงโดฮาว่าด้วย ทริปส์และการสาธารณสุข ก็ได้ระบุชัดเจนในข้อ 5บี ว่า เพื่อการสาธารณสุขประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกมีสิทธิที่จะบังคับใช้สิทธิบนเหตุผลและเงื่อนไขที่กำหนดได้เองโดยอิสระ และในข้อ 1 ระบุชัดว่า ปัญหาสาธารณสุขมิได้จำกัดเฉพาะโรคเอดส์เท่านั้น
ประเด็นต่อมา คือ โจทก์ในการฟ้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการขององค์การค้าโลกนั้น ต้องเป็นการฟ้องในนามประเทศสมาชิกต่อประเทศสมาชิก จากจดหมายของสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ รวม 22 ท่าน ถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ถามการดำเนินการเข้าแทรกแซงการใช้สิทธิของรัฐบาลไทยต่อยาติดสิทธิบัตรทั้งที่ถูกกฎหมายและหลักมนุษยธรรม ซึ่งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ตอบอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยทำตามข้อตกลงทริปส์ เพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข นอกจากนั้นประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ใช้มาตรการนี้  ใช้กันทั่วโลก โดยประเทศในแถบนี้มาเลย์เซียประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2546 และอินโดนีเซียปี 2547 แต่ยังไม่มีประเทศใดตกเป็นจำเลยจากกรณีนี้
 
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สังคมไทยคงไม่ถูกบริษัทยาทำให้เป็น “สังคมวิตกกังวลที่จะถูกฟ้อง” เหมือนอย่างเช่นที่บริษัทยามีความชำนาญในการทำให้คน “สุขภาพดีกลายเป็นผู้ป่วย” ได้ ดังในหนังสือ “Selling Sickness” ที่ทีมผู้แปลที่มี นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นบรรณาธิการ กำลังแปลเป็นไทยในชื่อ “อุบายสร้างโรค” นั่นคือ สังคมไทยต้องแสดงให้โลกรู้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และกำลังแก้ปัญหาสาธารณสุขให้มีการเข้าถึงยาอย่างทั่วถึงและทัดเทียม ด้วย การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาติดสิทธิบัตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกต้องตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรม ในยากลุ่มอื่นๆ ต่อไป ผู้ป่วยโรคค่าใช้จ่ายสูงทั้งหลาย ยังรอความหวังในการเข้าถึงยา ตราบเท่าที่บริษัทยายังต้องการดื่มน้ำขิงแก้โรคละโมบบนความเจ็บป่วยอยู่
 
 
    .
กลับหน้าแรก CL OPINION