กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

     
       
   
 
 

ยูเอสทีอาร์ กับมาตรา 301 พิเศษ ของสหรัฐฯ

. รองศาสตราจารย์ ดร. จิราพร ลิ้มปานานนท์  
 
หน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือเรียกย่อว่า ยูเอสทีอาร์ ได้เผยแพร่รายงานประจำปี ตามมาตรา 301 พิเศษ ซึ่งเป็นผลการศึกษาติดตามและทบทวนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ 79 ประเทศ และจัดกลุ่มประเทศ 43 ประเทศ เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (PWL), กลุ่มที่ต้องจับตา (WL), และกลุ่มที่เฝ้าติดตามตามมาตรา 306   ซึ่งปรากฎว่า ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ร่วมกับ จีน, รัสเซีย, อาร์เยนตินา, ชิลี, อียิปส์, อินเดีย, อิสลาเอล, เลบานอน, ตุรกี, ยูเครน, และเวเนซูเอลา

 
มาตรา 301 พิเศษ: เครื่องมือข่มขู่ให้ได้ตามที่สหรัฐฯ ต้อง
 
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อสรุปผลการศึกษาของยูเอสทีอาร์ ได้มาจากข้อมูลที่ส่งมาจากธุรกิจสหรัฐฯ ที่ทำการค้าในประเทศนั้นๆ  และมาตรา 301 พิเศษ นี้ สหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจสหรัฐฯ ในประเทศคู่ค้าต่างๆ  ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นมาตรการฝ่ายเดียว เมื่อการเจรจาข้อตกลงการค้าสองฝ่ายหรือข้อตกลงการค้าโลกหลายฝ่ายยังไม่ประสบความสำเร็จดังใจหมาย ทั้งๆ ที่สิ่งที่ธุรกิจสหรัฐฯ ตั้งเป้าหมายไว้ เอาเปรียบคู่ค้าและละโมม เกินกว่าที่สังคมโลกจะยอมรับได้ก็ตาม  โดยเฉพาะในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จนเกิดเป็นศัพท์ใหม่ที่รู้จักทั่วไป “ทริปส์พลัส” หรือข้อเรียกร้องที่มากเกินกว่าข้อตกลงทริปส์ — ข้อตกลงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจากการเจรจาหลายฝ่ายของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก
 
วิเคราะห์ข้อตกลงเอฟทีเอของสหรัฐฯ กับมาตรา 301 พิเศษ
 
เนื้อหาข้อตกลงเอฟทีเอที่สหรัฐฯ ยื่นเสนอต่อประเทศไทยในการเจรจารอบหกที่เชียงใหม่ (http://www.bilaterals.org) ไม่ได้ต่างกับข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ อ้าง เพื่อจัดลำดับประเทศไทยใน PWL คือ ไทยให้การคุ้มครองข้อมูลที่ใช้ขึ้นทะเบียนยาอ่อนมากต่อการใช้ประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า ขณะที่ในเอฟทีเอสหรัฐฯ ต้องการผูกขาดข้อมูล (Data Exclusivity) ซึ่งข้อนี้นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญข้อตกลงทริปส์ ทั้ง ดร. คาร์ลอส คอร์เรีย ดร. จักรกฤษณ์ ควรพจน์ และผู้เขียน ได้สรุปตามหลักวิชาการในเอกสารเผยแพร่ว่าประเทศไทยให้การคุ้มครองข้อมูลเป็นไปตามข้อตกลงทริปส์ทุกประการ การเรียกร้องของสหรัฐฯ มากเกินกรอบข้อตกลงทริปส์ จึงเกิดการต่อต้านการเจรจาเอฟทีเอสหรัฐฯ ของภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและพันธมิตรต่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนในสหรัฐฯ และองค์การพัฒนาเอกชนนานาชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อย่างองค์การหมอไร้พรมแดน
 
นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาของการอนุมัติสิทธิบัตรล่าช้า ทั้งๆ ที่จากงานวิจัยของผู้เขียน แสดงชัดเจนว่า ความล่าช้านี้เกิดจากผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ไม่ใช่จากการทำงานของสำนักสิทธิบัตรไทยเลย ก็ยังนำมาอ้างในมาตรา 301 พิเศษ เพื่อจัดลำดับประเทศไทยใน PWL
 
โกหกคำโตมาตรการใช้สิทธิในสิทธิบัตรโดยรัฐบาลไทย
 
จากรายงานของยูเอสทีอาร์กล่าวหาว่าไทยให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงพอ เป็นเวลานานมาโดยตลอด และปลายปี 2549 และต้นปี 2550 มีสิ่งบ่งชี้ว่าการคุ้มครองสิทธิบัตรอ่อนลง ด้วยการประกาศการใช้สิทธิในสิทธิบัตรยามากมาย ขณะที่ไทยเพิ่งประกาศการใช้สิทธิในสิทธิบัตรยาเพียงสามตัวเท่านั้น
สหรัฐฯ ยอมรับว่าการประกาศใช้สิทธิในสิทธิบัตรยาของไทยเป็นไปตามกติกาขององค์การการค้าโลก แต่ก็ไม่วายแสดงความเป็นอันธพาลหาเรื่อง ด้วยการกล่าวหาว่า ขาดความโปร่งใสและกระบวนการเป็นที่ถกเถียง ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎชัดเจนว่า รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างโปร่งใสตามขั้นตอนที่ชัดเจน เปิดเผยต่อสื่อมวลชน มาโดยตลอด เป็นลำดับ ตลอดจนจัดพิมพ์สมุดปกขาว ชี้แจง อย่างละเอียด ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
เมื่อเปรียบเทียบมาตรการใช้สิทธิของรัฐบาลไทยที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าไม่มีความโปร่งใส ในขณะที่การเจรจาเอฟทีเอ สหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขการเจรจาให้ไทยเก็บเป็นเรื่องลับ ทั้งๆ ที่ข้อตกลงเอฟทีเอส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยอย่างกว้างขวาง ภาคประชาสังคมเรียกร้องความโปร่งใส แต่สหรัฐฯ ก็ไม่สนใจ จนก่อให้เกิดการเดินขบวนประท้วงการเจรจารอบที่หกที่เชียงใหม่อย่างกว้างขวาง
 
ไทยจะยอมเสียอธิไตยเพื่อแลกกับการหลุดจาก PWL หรือ
 
ประเทศไทยมิใช่ประเทศเดียว ที่ติดอยู่ใน PWL ต้องรอบคอบในการแสดงจุดยืนของประเทศ เพื่อแสดงถึงอธิปไตยของประเทศที่ใช้หลักนิติธรรมในการปกครอง และการอยู่ร่วมกันในสังคมโลกต้องยึดหลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน การที่ประเทศไทยดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทั้งกฎหมายภายในประเทศและกติกาสากล สังคมโลกให้การยอมรับ รวมทั้งสหรัฐฯ เองก็ยอมรับแต่ก็ตะแบงอ้างความโปร่งใส ดังนั้น การที่สหรัฐฯ จะตอบโต้ทางการค้าย่อมถูกประนามไปทั่วโลก ไทยต้องไม่ตระหนกต่อสิ่งคุกคามที่เป็นกับดักของสหรัฐฯ แก้ไขปัญหาด้วยวุฒิภาวะและความเข้าใจ ร่วมประสานมือกันทั้งผู้บริหารประเทศ คณะรัฐมนตรี  และภาคประชาสังคม ต้องร่วมกันประนามพฤติกรรมอันธพาล และให้กำลังใจการดำเนินการของรัฐบาลไทยเพื่อสุขภาพคนไทย และสังคมโลก
 
    .
กลับหน้าแรก CL OPINION