| ข้อเท็จจริง |
|
1.ตั้งแต่ปี 2544 รัฐบาลมีการดำเนิน นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal-access to essential healthcare) ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ให้ได้รับการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน มีความเท่าเทียม และทั่วถึงกัน โดยมีหลักการและเหตุผล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประชาชนที่ยากจนและมีรายได้น้อย ส่งผลให้รัฐบาล มีการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของคนไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียงร้อยละ 5 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 12 ของงบประมาณปี 2550 อย่างไรก็ตาม งบประมาณเหล่านี้ ก็ยังไม่เพียงพอในการรองรับผู้ป่วยโรคต่างๆรวมทั้งเอดส์ ที่มีจำนวนมากจากทั่วประเทศ |
| |
|
| |
|
|
| |
“...ผมยืนยันว่าการทำเรื่องซีแอลไม่ใช่การทำด้วยความอวดดี อวดเก่ง แต่ทำด้วยความนุ่มนวล ขอความเห็นใจมาโดยตลอด เนื่องจากผู้ยากไร้ไม่มีโอกาสเข้าถึงยา ดังนั้นเราจะปล่อยให้คนตายอย่างไม่มีศักดิ์ศรีไม่ได้...” |
|
| |
นพ.มงคล ณ สงขลา |
|
| เดลินิวส์ 4 พ.ค. 50 |
|
|
2.กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ WHO, World Bank และ NGO ได้ศึกษานโยบายสาธารณสุขเกี่ยวกับการเข้าถึงยาโรคเอดส์ในปี 2549 จากการศึกษาพบว่าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์ในไทยอยู่ในขั้นนรุนแรง เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อผู้ป่วยจำนวนมากและราคายาต้านไวรัสเอดส์มีราคาแพง ส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างสมบูรณ์ และได้เสนอแนะทางเลือกในการกำหนดนโยบายสาธารณสุข |
อาทิ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้พอเพียง นำโรคเอดส์เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือมาตรการใช้สิทธิในสิทธิบัตรยาโรคเอดส์ ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการรณรงค์ควบคุมและป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อเพิ่ม |
| |
|
3.ในปีงบประมาณ 2549 รัฐบาลได้ผลักดันให้โรคเอสด์เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 2,800 ล้านบาทเพื่อให้บริการแก่ผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์ ย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวสามารถรองรับการให้บริการได้เพียง 82,000 คนเท่านั้น จากทั้งหมดกว่า 5 แสนคน ที่จำเป็นต้องใช้ยา (ประมาณการว่ามีผู้ติดเชื้อในไทยทั้งหมด 1 ล้านคน) โดย สปสช. ได้สเนอให้ สธ. ดำเนินการใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (ผ่านคณะกรรมการฯมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิยาของต้านไวรัสของ สปสช.) |
| |
|
|
| |
“...ประสบการณ์การทำซีแอลที่ผ่านมา ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเจรจาและการชี้แจงใหม่ โดยจะใช้ความแข็งกร้าวมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้เจรจาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด แต่ไม่ได้ผล ต่อไปนี้ หากใครก็ตามจะมาขู่หรือกดดันเราในเรื่องการทำซีแอล เราจะตอบโต้ เราจะไม่เอาความเจียมตัวของคนไทยไปยอมทุกอย่าง ให้เขาว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว...” |
|
| |
นพ.มงคล ณ สงขลา |
|
| มติชน 31 พ.ค. 2550 |
|
|
|
4.เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 สธ. มอบให้กรมควบคุมโรคประกาศใช้สิทธิในสิทธิบัตรยา stocrin หรือมีชื่อสามัญคือ Efavirenz และให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ใช้สิทธิแทนในการ ผลิต ขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขอบเขตการให้บริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ในระบบหลักประกันสุขภาพของไทยทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพและมีผลข้างเคียงน้อย ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น และเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการแพ้ยาต้านไวรัสตัวอื่น ซึ่งมีอัตราสูงถึงร้อยละ 25 ขณะเดียวกันได้แจ้งเจ้าของสิทธิให้ทราบการดำเนินการดังกล่าวของ สธ. ด้วย |
| |
5.สถานะล่าสุด ทางด้านสหรัฐฯซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ IP Regional office ประจำประเทศไทย และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตยาประเทศไทย ได้แสดงความกังวลต่อกรณีการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรในยาต้านไวรัสเอดส์โดยไม่ได้มีการหารือกับเจ้าของสทิธิก่อนล่วงหน้า รวมทั้งกรณี ที่มีความกังวลเช่นกันและเห็นว่าไทยควรจัดให้กระบวนการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะออกมาประกาศดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท Merck มีความร่วมมือใกล้ชิดกับประเทศไทยในการผลิตยารักษาโรคเอดส์์มาเป็นเวลานาน โดยในเบื้องต้นไทยอาจต่อรองให้บริษัทลดราคายาลง ในขณะที่การบังคับใช้สิทธิควรเป็นมาตรการที่ใช้ในลำดับสุดท้าย และเห็นว่าไม่ประสงค์ให้ประเด็นดังกล่าวขยายตัวเป็นประเด็นสาธารณะ โดยเสนอแนะให้มีการหารือในกลุ่มเล็ก |
| |
|
ประเด็นชี้แจง |
| |
|
1.ไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนในการให้มาตราการใช้สิทธตามสิทธิบัตรในยาต้านไวรัสเอดส์ เนื่องจากไทยได้กำหนดให้การบริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ เข้าสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้ทุกคนได้รับบริการที่มีคุณภาพตามความจำเป็นอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน การใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ และมีผลข้างเคียงที่จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยน้อยกว่าตัวยาอื่น ซึ่งตั้งแต่มีการระบาดเป็นต้นมามีผู้ติดเชื้อรวมกันเป็นจำนวนมากว่า 1 ล้านคน และในระยะไม่กี่ปีข้างหน้าอยู่ในขั้นที่ต้องใช้ยากว่า 500,000 คน แต่เนื่องจากยา Efavirenz มีราคาแพง และงบประมาณสำหรับการดำเนินการมีจำกัด ทำให้ผู้ป่วยที่สามารถเข้าถึงยา Efavirenz ได้มีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้ควรที่จะต้องใช้ยาทั้งหมด |
| |
|
2.มาตราการใช้สิทธตามสิทธิบัตรรที่ไทย ดำเนินการเป็นมาตรการที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมายไทย และข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นมาตรการสากลที่นานาประเทศให้การยอมรับ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และดำเนินการเท่าที่จำำเป็นจริงๆเท่านั้น |
| |
|
3.ขณะนี้เจ้าของสิทธิอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องลดราคายา และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีกับไทยมาโดยตลอด |
| |
|
4.ขอแสดงความเข้าใจว่า อุตสาหกรรมยาเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างดี และรัฐบาลขอยืนยันว่าจะใช้มาตรการดังกล่าวด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่าย |
| |