กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

     
         
       
         
     

คำอภิปรายนอกสภาเรื่อง การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา

 
     

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

 
         
     

ท่านประธานสภาที่เคารพ

ตั้งแต่ต้นเดือนมานี้เรื่องการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาของกระทรวงสาธารณสุข กลายเป็นเรื่องโด่งดังไม่ใช่เพียงในประเทศเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจทั่วโลก เพราะดูเหมือนว่าการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาของกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นเหตุทำให้สหรัฐใช้อำนาจขึ้นบัญชีดำประเทศไทย โดยเลื่อนจากที่เดิมอยู่ใน “บัญชีที่ต้องจับตามอง” (Watch List) ไปอยู่ใน “บัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ” (Priority Watch List) และมีองค์กรยูเอสเอฟอร์อินโนเวชั่น (USA for Innovation) ใช้วิชามารโจมตีประเทศไทยอย่างรุนแรงทั้งทางเว็บไซต์และทางหน้าหนังสือพิมพ์

อันที่จริงกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาตัวแรก ซึ่งเป็นยารักษาโรคเอดส์ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ต่อมาได้ประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาอีก 2 ตัว คือยาเอดส์อีกหนึ่งตัวกับยาโรคหัวใจตัวหนึ่ง น่าสังเกตว่า การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา 2 ตัวหลัง มีการประกาศเมื่อวันที่ 25 มกราคม ปีนี้เอง ผมไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจที่จะบ่งบอกนัยอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทยได้บันทึกมานานจนฝังใจคนรุ่นพวกผมว่า วันที่ 25 มกราคม คือ วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา และทรงได้ชัยชนะทำให้ประเทศไทย คือ ราชอาณาจักรศรีอยุธยาดำรงเอกราชมาได้อย่างมั่นคงยาวนานถึง 175 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2135 จนเสียกรุงอีกครั้งในปี 2310 และกองทัพไทยได้ถือเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทยสืบมาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้จึงพบและเชื่อว่า วันที่อาจมีความคลาดเคลื่อนไป 1 สัปดาห์ เพราะเทียบศักราชผิด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงวันดังกล่าวเสียใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนว่า ไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะตั้งใจเลือกวันประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงก็คือ การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรที่เราได้ดำเนินการไปแล้ว เป็นการดำเนินการในฐานะของชาติเอกราชที่มีอธิปไตยของตนเอง และเป็นการดำเนินการอย่างชาติอารยะโดยแท้จริง เพราะเป็นการดำเนินการอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2542 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับกติกาของสากลคือ ข้อตกลงที่เรียกว่า ข้อตกลงทริปส์ (TRIPs Agreement) หรือข้อตกลงทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา (Agreement on Trade Related Aspects of Intellectual Property Rights) ขององค์การการค้าโลก

นอกจากนี้ยังเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคำประกาศหรือปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration) ซึ่งรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกได้ประชุมพิจารณาเรื่องนี้แล้วร่วมกันประกาศที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนี้สหรัฐฯ เอง ก็ให้การรับรองโดยระบุไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติองค์การส่งเสริมการค้า พ.ศ. 2545 (The Trade Promotion Authority Act 2002) ว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะต้องเคารพต่อเจตนารมณ์แห่งปฏิญญาดังกล่าว ในกฎหมายของสหรัฐฯ เองก็มีหลักการและสาระสอดคล้องตรงกันกับพระราชบัญญัติสิทธิบัตรของเรา โดยระบุไว้ในประมวลกฎหมาย บรรพ 28 มาตรา 1498 ที่เรียกว่า 28 USC 1498 คำประกาศนี้เน้นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากับเรื่องการสาธารณสุขโดยตรง เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า คำประกาศเรื่อง ข้อตกลงทริปส์กับการสาธารณสุข (Declaration on the TRIPs Agreement and Public Health)

ท่านประธานที่เคารพ แม้ผมจะไม่ได้เป็นนักกฎหมาย แต่ผมกล้ายืนยันได้ว่าสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการไปแล้ว เป็นการดำเนินการอย่างมีเหตุผล และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการทั้งกฎหมายไทยและกฎกติกาสากล
นอกเหนือจากการศึกษาด้วยตนเองและปรึกษาหารือกับนักกฎหมายหลายท่านแล้ว ผมใคร่ขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า กรณีการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของไทยที่ทำไปแล้วน ี้มีนักกฎหมายในต่างประเทศหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกฎหมายในสหรัฐอเมริกาเองได้วิเคราะห์และชี้ชัดว่า เราดำเนินการไปอย่างถูกต้องชอบธรรมทุกประการ

กระผมขอยกตัวอย่าง เช่น ซีน ฟลินน์ (Sean Flynn) แห่งคณะนิติศาสตร์วอชิงตัน (Washington College of Law) มหาวิทยาลัยอเมริกัน (American University) แห่งสหรัฐอเมริกา นักวิชาการท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง และทำงานในโครงการข้อมูลข่าวสาร ความยุติธรรม และทรัพย์สินทางปัญญา (Program on Information Justice and Intellectual Property) ท่านได้เขียนบทวิเคราะห์เรื่องการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของไทยเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 สรุปว่าประเทศไทยได้ดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายของไทยและสอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเอง
เอกสารเรื่องนี้อยู่ในสมุดปกขาวฉบับภาษาอังกฤษ (หน้า 31-37) ที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำขึ้นเพื่อชี้แจงเรื่องนี้


อีกท่านหนึ่งคือ เจมส์ เลิฟว์ (James Love) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโครงการคุ้มครองผู้บริโภคเทคโนโลยี (Director: Consumer Project on Technology) เรียกย่อๆว่า ซีพีเทค (CPTech) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ก่อตั้งโดย ราล์ฟ เนเดอร์ ผู้นำด้านคุ้มครองผู้บริโภคที่มีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนานหลายสิบปี และเป็นผู้ที่นักคุ้มครองผู้บริโภคทั่วโลกให้ความยกย่องอย่างมาก เจมส์ เลิฟว์ ได้ทำบทวิเคราะห์แสดงว่า การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเป็นมาตรการปกติที่ทำกันทั่วโลก ทั้งในประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการยกตัวอย่างรูปธรรมนับสิบกรณีมาชี้ให้เห็น บทวิเคราะห์ของเจมส์ เลิฟว์ ปรากฏในสมุดปกขาว ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (สำหรับภาษาไทยอยู่ในหน้า 44-50) นอกจากนั้น เจมส์ เลิฟว์ ได้ทำจดหมายถึงหัวหน้าสำนักผู้แทนการค้าของสหรัฐ (US Trade Representative หรือ USTR) คือ ซูซาน ชแวบ (Susan Schwab) ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2549 อธิบายอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทุกประการตามกติกาสากลและสอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเอง ขออย่าให้ยูเอสทีอาร์ดำเนินการแทรกแซงใดๆ กับประเทศไทยตามที่มีกระแสข่าว (สมุดปกขาวฉบับภาษาไทย หน้า 70-76)

ที่จริงยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายท่านที่แสดงออกอย่างชัดเจนสนับสนุนการดำเนินการบังคับใช้สิทธิ์ของไทย โดยชี้ชัดว่าเป็นการปฏิบัติอย่างมีเหตุผลอันสมควรและถูกต้องทุกประการตามกฎกติกาสากล
กระผมขอกล่าวถึงอีกเพียงเรื่องเดียวคือ กรณีของสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐ 22 ท่าน ที่ทำจดหมายถึง ซูซาน ชแวบ หัวหน้าสำนักผู้แทนการค้าของสหรัฐชี้แจงอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยได้ดำเนินการบังคับใช้สิทธิ์อย่างถูกต้องและมีเหตุผลสมควร ขอให้ยูเอสทีอาร์อย่าได้แทรกแซงประเทศไทยตามที่มีข่าว จดหมายดังกล่าวลงวันที่ 10 มกราคม 2550 อยู่ในสมุดปกขาว (ฉบับภาษาไทย หน้า 78-80) จดหมายฉบับนี้ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ตัดสินใจให้ยารักษาโรคเอดส์แก่ผู้ติดเชื้อไวรัสเอดส์ เมื่อปี พ.ศ. 2546 หลังจากประเทศไทยโดยองค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยารักษาโรคเอดส์ราคาถูกคือ จีพีโอเวียร์ออกมาได้แล้ว

ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนอธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่า ประเทศไทยเราเป็นประเทศแรกในเอเชียซึ่งมีการแพร่ระบาดของโรคเอดส์อย่างรวดเร็วและกว้างขวางที่สุด กระผมจะไม่กล่าวว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่ขอกราบเรียนว่า คนไข้เอดส์ในประเทศไทยต้องตายไปราวกับใบไม้ร่วง โดยส่วนใหญ่ตายไปเงียบๆ เพราะหมอมักจะวินิจฉัยว่าตายด้วยโรคอื่น เพื่อมิให้ญาติพี่น้องที่อยู่ข้างหลังต้องเดือดร้อนอย่างหนักหนาสาหัส เพราะถูกรังเกียจ แต่จากการลงไปศึกษาในพื้นที่พบว่าเอดส์ได้กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับแรกในหลายจังหวัดโดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน แซงโรคอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ อุบัติเหตุ ซึ่งติดอันดับต้นๆ มานาน ไปแล้ว สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะยารักษาโรคเอดส์สมัยก่อนราคาแพงมาก ประมาณเดือนละ 2 หมื่น 5 พันบาท จนกระทั่งเมื่อเราผลิตยาจีพีโอเวียร์ออกมาราคาลดลงไปราว 20 เท่า เหลือเพียงเดือนละ 1,200 บาท ปัจจุบันลดลงไปอีก 10% เหลือเดือนละ 1,080 บาท และองค์การเภสัชกรรมได้ประกาศจะลดราคาลงอีก 10 % ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมปีนี้

ท่านประธานที่เคารพ การที่ยารักษาโรคเอดส์ราคาแพงก็เพราะติดสิทธิบัตร แต่ยาจีพีโอเวียร์ราคาลดลงมาก เพราะเป็นสูตรยาเอดส์ 3 ตัวที่หมดสิทธิบัตรแล้ว

ท่านประธานที่เคารพ จดหมายของสมาชิกสภาคองเกรส 22 ท่าน อธิบายด้วยความเข้าใจประเทศไทยอย่างดียิ่งว่า ยาจีพีโอเวียร์นั้นมีตัวยาตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์ข้างเคียงค่อนข้างรุนแรง คนที่ใช้ยาจำนวนหนึ่งจะทนกินไม่ได้ จำเป็นต้องหันไปใช้ยาติดสิทธิบัตร
นักวิชาการและผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขเวลานั้นทราบดีว่า จำเป็นต้องเตรียมยาทดแทนไว้ แต่เพราะยานั้นติดสิทธิบัตร จึงได้มีความพยายามต่อรองราคา แต่ก็ไม่สำเร็จเรื่องนี้ปรากฏหลักฐานชัดเจน จากจดหมายของอธิบดีกรมควบคุมโรค ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 โดยบริษัทตอบปฏิเสธมาในจดหมายลงวันที่ 27 มกราคม 2548 จดหมายทั้งสองฉบับอยู่ในสมุดปกขาวเช่นกัน (ภาษาไทย หน้า 56-57) กระทรวงสาธารณสุขได้เพียรพยายามต่อรองอีก โดยการตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องคือ กรมการค้าภายในและกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมด้วย แต่ก็ไม่สามารถต่อรองราคาลงมาได้ ซึ่งหลักฐานเรื่องนี้ก็อยู่ในสมุดปกขาวแล้ว (หน้า 51-54)

ท่านประธานที่เคารพ ในกรณีดังกล่าวนี้กระทรวงสาธารณสุขมีทางเลือก 3 ทาง ทางที่หนึ่งคือ ยอมซื้อยาราคาแพงต่อไป แต่ก็จะต้องเผชิญปัญหาสำคัญ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้แก่กระทรวงสาธารณสุขในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต่ำกว่าตัวเลขที่สมควรมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มนโยบายนี้ในปี 2544 ทำให้โรงพยาบาลของรัฐแทบทุกแห่งต้องรัดเข็มขัดกันอย่างเต็มที่ และนำเงินบำรุงที่หามาได้เพื่อใช้สมทบเงินงบประมาณให้เกิดความคล่องตัวออกมาใช้สมทบไปแล้วกว่าหมื่นล้านบาท ทางเลือกนี้จึงเป็นหนทางที่ขรุขระและตีบตัน เพราะโรงพยาบาลนับร้อยแห่งสถานะการเงินอยู่ในสภาพล้มละลายแล้ว ทางเลือกที่สองคือ ปล่อยให้คนไข้แบกภาระเอง ซึ่งแน่นอนคนไข้ส่วนใหญ่ยากจน ในที่สุดก็ต้องตายไป หนทางนี้พวกผมในฐานะแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคนไม่มีใครอยากเห็น เราจึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางที่เหลือคือการบังคับใช้สิทธิเพื่อหายาราคาถูกกว่ามาใช้

ท่านประธานที่เคารพ จะเห็นได้ชัดเจนนะครับว่า เรื่องนี้มิใช่เรื่องการตัดสินใจปุบปับ แต่เป็นเรื่องที่รู้แล้วว่าอาจต้องตัดสินใจทำมาตั้งแต่เมื่อเราตัดสินใจที่จะดูแลประชาชนของเรา และเราก็ได้ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ที่มีผู้โจมตีกล่าวหาเราต่างๆ นานานั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น เหตุผลความจำเป็นของเราปรากฏชัดแจ้งในจดหมายของสมาชิกสภาคองเกรสทั้ง 22 ท่านนั้น และในที่สุดหัวหน้ายูเอสทีอาร์ก็ได้มีหนังสือตอบสมาชิกสภาคองเกรสทั้ง 22 ท่านอย่างเป็นทางการ ลงวันที่ 17 มกราคม 2548 ว่าเคารพต่อคำประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของประเทศไทย และไม่เคยชี้ว่าประเทศไทยละเมิดต่อกฎหมายทั้งของไทยเองและกติกาสากล (สมุดปกขาวภาษาไทยหน้า 40)

แต่แล้วยูเอสทีอาร์กลับประกาศขึ้นบัญชีดำประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 เมษายน นี้เอง โดยมีข้อความระบุเหตุผลเกี่ยวโยงมาถึงเรื่องใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของไทยด้วยการอ้างความไม่โปร่งใสในการดำเนินการ

หลายท่านคงแปลกใจว่า เกิดอะไรขึ้น ผมเองก็งง เพราะประเทศไทยหลุดจากบัญชีดำนั้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ติดต่อกันมา 15 ปีแล้ว
แต่ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ระยะใกล้เกี่ยวกับเรื่องสหรัฐกับสิทธิบัตรของไทย เราก็คงจะพอเข้าใจได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น

กระผมขอกราบเรียนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราถูกกระทำในลักษณะนี้ แท้จริงแล้วเราถูกกระทำมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2527-28 โดยเราถูกบีบบังคับให้แก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตร และถูกกดดันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างต่อเนื่อง
กฎหมายสิทธิบัตรของเรา คือ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 นั้น แท้จริงแล้วถูกต้องตามกติกาสากล เพราะเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องยาเราจึงคุ้มครองเฉพาะกรรมวิธีการผลิต แต่ไม่คุ้มครองตัวยา ดังนั้นเราจึงสามารถผลิตยาตัวใดก็ได้ออกมาใช้ โดยต้องพัฒนากรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างจากเจ้าของสิทธิบัตรอย่างชัดเจน และเราให้การคุ้มครองกรรมวิธีเป็นระยะเวลา 15 ปี ซึ่งกระผมขอยืนยันว่านี่คือหลักการที่เป็นไปตามกติกาสากลขณะนั้น ซึ่งยอมรับความแตกต่างในความสามารถของประเทศที่ร่ำรวยกับประเทศกำลังพัฒนา เหมือนเล่นกอล์ฟที่มีการให้ แฮนดิแคป หรือ แต้มต่อกัน แต่แต้มต่อนี้มีระยะเวลาโดยองค์การการค้าโลกกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องพัฒนาตัวเอง แล้วแก้ไขกฎหมายให้มีการคุ้มครองตัวผลิตภัณฑ์ภายในปี 2543 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่ด้อยพัฒนาให้ยืดออกไปอีก 5 ปี เป็นปี 2548 โดยต้องขยายการคุ้มครองออกไปเป็น 20 ปีด้วย

ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้เราถูกบีบบังคับมาโดยต่อเนื่องและเราก็สู้อย่างไม่ลดละ มีการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาหลายครั้ง เพื่อทำตามที่สหรัฐฯต้องการ แต่กฎหมายก็ไม่ผ่าน มีครั้งหนึ่งคือเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2531 กฎหมายเข้าสู่สภาวาระแรก และชนะโหวต แต่มี สส. 32 คน ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้ตัดสินใจแหกโผยกมือคัดค้าน ทำให้พรรคที่ สส. ทั้ง 32 คนสังกัด ต้องแสดงสปิริตลาออกจากการร่วมรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ ท่านประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษในปัจจุบัน คือ ท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ตัดสินใจประกาศยุบสภาในวันรุ่งขึ้น เป็นเหตุให้กฎหมายตกไป

แต่ในที่สุด เราก็ถูกบีบบังคับให้แก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรจนได้ เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งช่วงนั้น กระทรวงสาธารณสุขโดยรัฐมนตรีว่าการ คือ อาจารย์ นายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ และโดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยคือ ศาสตราจารย์นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คัดค้านอย่างแข็งขันแต่ก็ไม่สามารถทานการข่มขู่คุกคามของสหรัฐฯที่ขู่ทั้งเรื่องตัดจีเอสพี และการใช้มาตรา 301 พิเศษกับเราอย่างรุนแรง ประวัติศาสตร์จึงต้องจารึกไว้ว่า เราต้องแก้ไข พรบ. สิทธิบัตรของเราก่อนถึงเวลาที่องค์การการค้าโลกกำหนดถึง 8 ปี ขณะที่อินเดียเพิ่งแก้ไขเมื่อถึงกำหนด คือเมื่อปี 2548 หลังเราถึง 13 ปี

ท่านประธานที่เคารพ ช่วงนั้นเป็นช่วงหลัง รสช. และสหรัฐฯ ได้กดดันเราอย่างหนัก โดยจัดประเทศเราเข้าไปอยู่ในบัญชีที่แย่กว่า Priority Watch List ที่เราโดนขณะนี้ คือ จัดอยู่ในบัญชี “ต่างประเทศที่ต้องจับตามอง” หรือ Priority Foreign Country เราต้องยอมแก้ไขกฎหมายด้วยความขมขื่น เพราะเรารู้ดีว่าสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือ จีเอสพี (Generalized System of Preference หรือ GSP) เป็นสิทธิที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นสิทธิที่สหรัฐฯ จะเลิกเสียเมื่อใดก็ได้ จึงเป็นสิทธิพิเศษระยะสั้น ชั่วคราว แต่การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรของเรา เป็นการยกสิทธิของเราให้แก่เขาอย่างถาวรตลอดไป และเป็นการยกสิทธิครอบคลุมสิทธิบัตรในสินค้าทุกรายการครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตโดยเฉพาะคือยาที่เป็น 1 ปัจจัยสี่ด้วย

ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องขอชื่นชมพวกเราคนไทยจำนวนมากในขณะนั้นที่ผนึกกำลังกันต่อสู้อย่างไม่ลดละ ด้วยจิตวิญญาณที่รักอิสระเสรีภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของคนชาติไทยของเรามาช้านาน และด้วยความรู้สึกขมขื่นอย่างสมัยที่เราต้องยอมเสียดินแดนในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ผลก็คือ แม้ต้องยอมขยายการคุ้มครองครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาและขยายเวลาคุ้มครองจาก 15 ปี ออกไปอีก 5 ปี เป็น 20 ปี แต่ผลการต่อสู้ก็สามารถใส่เงื่อนไขเรื่องสิทธิบัตรยาไว้คือ ให้มีคณะกรรมการสิทธิบัตรยาไว้ดูแล 2 เรื่อง คือ ดูแลเรื่องราคา มิให้มีการตั้งราคาตามใจชอบ และให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นเป็นเรื่องที่สหรัฐฯรับปากที่จะดำเนินการและยอมให้เขียนไว้ในกฎหมาย ซึ่งสหรัฐฯ ไม่เคยทำตามสัญญาเลย โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ตรงกันข้าม เมื่อได้คืบแล้วก็จะเอาศอก ในที่สุดมาตราเรื่องคณะกรรมการสิทธิบัตรยาก็ถูกตัดทิ้งไปอีก โดยการบีบบังคับให้มีการแก้ไข พรบ.สิทธิบัตรอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2542 ขณะนี้ช่องทางตามกฎหมายที่จะจัดการเรื่องราคายาสิทธิบัตรจึงเหลือเพียงมาตรการเดียวคือ เรื่องการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกติกาสากลที่องค์การการค้าโลกรับรอง

ท่านประธานที่เคารพ แท้จริงแล้วสิทธิบัตรมิใช่ทรัพย์ แต่เป็นสิทธิที่รัฐหรือสังคมโลกให้แก่ผู้ทรงสิทธิ เพื่อส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ สิทธิดังกล่าวจึงต้องมีความยืดหยุ่นที่องค์การการค้าโลกและทางสากลทั่วไปเรียกว่า Flexibility คือ เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิในกรณีต่างๆ ซึ่ง พรบ.สิทธิบัตรไทยบัญญัติเรื่องนี้ไว้ 3 กรณี

1. กรณีที่ผู้ทรงสิทธิบัตรมิได้ผลิตสินค้าออกมา หรือมีปัญหาการขาดแคลนสินค้านั้น หรือสินค้านั้นมีราคาแพงเกินสมควร กฎหมายเปิดให้เอกชนขอใช้สิทธิได้ แต่ต้องขอทำความตกลงกับเจ้าของสิทธิบัตรก่อน (มาตร 46-50)

2. กรณีเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือการอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ หรือ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม หรือกรณีฉุกเฉิน ขาดแคลนอาหารและยา หรือสิ่งอุปโภคบริโภคอื่น และกรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่น ให้กระทรวง ทบวง กรม หรือผู้ได้รับมอบหมาย สามารถใช้สิทธิได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ทรงสิทธิก่อน แต่ต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิทราบโดยมิชักช้า โดยแจ้งอัตราค่าตอบแทนที่จะจ่ายให้ ผู้ทรงสิทธิไม่มีสิทธิยับยั้งการใช้สิทธิ แต่มีสิทธิต่อรองเรื่องค่าตอบแทน ถ้าไม่เป็นที่ตกลงกัน ก็ให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ชี้ขาด ถ้ายังไม่พอใจก็ให้อุทธรณ์โดยการฟ้องร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 51)
สาระและหลักการการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรตามมาตรานี้ เป็นไปตามข้อตกลงทริปส์ มาตรา 31(b) และคำประกาศโดฮาดังกล่าวแล้ว (รายละเอียดในสมุดปกขาว ภาษาไทย หน้า 22-24 ภาษาอังกฤษ หน้า 23-25)

3. กรณีสงครามหรือภาวะฉุกเฉิน ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจบังคับใช้สิทธิ์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ทรงสิทธิ์ เช่นกันและต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้ทรงสิทธิ์ เช่นกัน

ท่านประธานที่เคารพ การที่เราถูกบีบบังคับเรื่องสิทธิบัตร โดยเฉพาะสิทธิบัตรยามาโดยต่อเนื่องนี้ หลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมธุรกิจยาจึงมีอิทธิพลมากมายขนาดนั้น ผมขอกราบเรียนว่า ถ้าหากได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ “กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ” แล้วจะเข้าใจ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย แพทย์หญิง มาร์เซีย แอนเจลล์ ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ท่านเป็นอดีตบรรณาธิการวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาก นิตยสารไทม์เคยยกย่องโดยจัดให้ท่านเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในสหรัฐด้านสุขภาพ ซึ่งปีนั้น ประธานาธิบดีคลินตันได้รับเลือกเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดทางการเมืองในสหรัฐฯ และไทเกอร์ วู้ด ได้รับเลือกเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในด้านการกีฬา หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายถึงความไม่ชอบมาพากลมากมายในอุตสาหกรรมยา โดยแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนในทุกเรื่อง

อิทธิพลที่ไม่ชอบมาพากลเหล่านี้คือตัวการบีบคั้นเรามาเป็นระยะๆ ทำให้เราต้องซื้อยาราคาแพงลิบลิ่วเกินเหตุ เราพยายามสร้างกลไกในกฎหมายของเรา เพื่อป้องกันมิให้ยาราคาแพงก็ถูกตัดทิ้ง บัดนี้เราได้ใช้ช่องทางที่เหลืออยู่สุดท้ายในกฎหมายของเราโดยถูกต้อง ก็โดนคุกคามโดยขึ้นบัญชีดำเรา และมีการโจมตีเราอย่างรุนแรง

ผมไม่ทราบว่าเราจะต้องยอมต่อไปอีกแค่ไหน


ท่านประธานที่เคารพ จากการติดตามเรื่องการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ มีข้อหนึ่งที่สหรัฐฯเสนอให้เรายอมรับคือ ให้แก้ไข พรบ.สิทธิบัตร มาตรา 51 เปลี่ยนเป็นว่าถ้าจะใช้สิทธิตามสิทธิบัตรต้องไปขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตรก่อน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เกินกว่าข้อตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก รวมทั้งขอขยายระยะเวลาคุ้มครองออกไปอีก 5 ปี เป็น 25 ปี นับว่าโชคดีที่เรายังไม่ได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับสหรัฐฯ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็เท่ากับเรายกสิทธิตามสิทธิบัตรสินค้าทุกชนิดให้กับสหรัฐฯ อีก 5 ปี และภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก ซึ่งกำหนดให้เราต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อทุกชาติ ถ้าเราขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรออกไปอีก 5 ปี ให้สหรัฐฯ เราจะต้องยกสิทธินี้ให้แก่ทุกชาติเหมือนกันหมด

ข้อสำคัญถ้าเรายอมแก้ไข มาตรา 51 เปลี่ยนเป็นว่าถ้าจะใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเราจะต้องขออนุญาตผู้ทรงสิทธิก่อน ก็เท่ากับเรายกอธิปไตยของเราให้แก่ทุกประเทศ และมาตรการยืดหยุ่นตามข้อตกลงทริปส์นี้ก็จะหมดความหมายไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งแน่นอนว่าเราจะไม่มีทางใช้สิทธิตามสิทธิบัตรกับใครๆ ได้อีก ดังที่เรามีประสบการณ์มากมายมาแล้ว
เมื่อหลายปีมาแล้ว กรมควบคุมโรค ซึ่งขณะนั้นคือ กรมควบคุมโรคติดต่อ ได้จัดซื้อยาแก้เชื้อรา ซึ่งใช้รักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในคนไข้เอดส์ ยาตัวนี้บริษัทตั้งราคาไว้ถึงเม็ดละ 270 บาท ปรากฏว่าแม้จะซื้อจำนวนมาก แต่ขอต่อรองราคาแค่สลึงเดียวเขาก็ไม่ยอมลดให้ เพราะเป็นยาที่ได้สิทธิผูกขาด ไม่กี่ปีต่อมาเมื่อยานี้หมดสิทธิผูกขาด และมีบริษัทยาในประเทศผลิตออกมาจำหน่ายขายแข่ง ราคาเหลือแค่เม็ดละ 10 บาท และเวลานี้เหลือเม็ดละ 6 บาท เท่านั้น

ท่านประธานที่เคารพ กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เข้าใจการดำเนินการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ กระผมเชื่อว่า ท่านจะต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านทั้งจากสหรัฐฯและจากหน่วยงานในประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน แต่กระผมมีความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับท่าน แต่จากการศึกษาประวัติของท่าน และครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสทราบถึงบุคลิกภาพของท่าน กรณีที่กองกำลังก๊อดอาร์มียึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี ตอนนั้นโฆษกกระทรวงสาธารณสุขได้ไปอยู่ที่นั่นกับท่าน ได้เห็นความเข้มแข็งสงบเยือกเย็นของท่าน กระผมมั่นใจว่าท่านจะสามารถนำพาประเทศฟันฝ่าปัญหานี้ไปได้อย่างฉลาดและมีศักดิ์ศรี โดยประวัติศาสตร์จะไม่ต้องจารึกไว้ว่า เราต้องยอมศิโรราบให้แก่การข่มขู่บีบบังคับโดยไม่ชอบธรรมในยุคสมัยของท่าน

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนยืนยันว่า การขึ้นบัญชีดำของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กับประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นมาตรการที่มีการนำมาใช้เป็นระยะๆ ถ้าเรายอมก็ไม่ได้แปลว่า เขาจะเลิกข่มขู่และชื่นชมกับการศิโรราบของเรา กระผมมีความเห็นว่า สิ่งใดที่เป็นความไม่ถูกต้อง เช่นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิและเครื่องหมายการค้า เราจะต้องแก้ไข แต่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมอย่างกรณีการบังคับใช้สิทธิเราจะต้องยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีของชาติ และเหนืออื่นใดคือ เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนของเราให้สามารถมีสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างยั่งยืนตลอดไป

กระผมเชื่อมั่นว่า สหรัฐอเมริกาเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ เคารพในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ชื่นชอบกับคนที่อ่อนแอไร้ศักดิ์ศรี กระผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถประสานความเข้าใจอันดีกับสหรัฐฯ และดำรงความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ ได้ ผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และขอยืนยันอีกครั้งว่ากระผมเชื่อมั่นในตัวท่าน

ขอบพระคุณครับ

 
         
    กลับหน้าแรก