กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

คำถาม

 
  กระทรวงสาธารณสุขประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร ทำถูกกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุผลอย่างไร ?  
     
  คำตอบ
 
 
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาไปสู่นวัตกรรมยาใหม่ๆ แต่การที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 3 รายการนั้น ทำไปเพื่อให้ยามีราคาถูกลงโดยสมควรซึ่งจะสามารถเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชนได้มากขึ้น โดยการได้ประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 3 รายการนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีกระบวนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์การคัดเลือกยาที่ชัดเจน อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้ทำถูกต้องตามข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (TRIPs: Agreement on Trade Related Aspects of Intellectual Property Rights) และตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรของประเทศไทยตามมาตรา 51 รวมทั้งคำประกาศโดฮา ทุกประการ โดย ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR-US Trade Representative) ได้ยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ไม่เคยกล่าวว่าประเทศไทยได้กระทำการโดยไม่สอดคล้องกับกฎหมาย”
 
     
 
ส่วนเหตุผลสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ หรือ CL ก็เนื่องจากตั้งแต่ พ.ศ. 2544 รัฐบาลไทยได้กำหนดนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีการออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี พ.ศ. 2545 รวมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงยา ที่มีในบัญชียาหลักแห่งชาติโดยในระยะแรกได้ ยกเว้นยากลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ไว้ก่อน เพราะยามีราคาแพงมากและผู้ป่วยต้องใช้ยาตลอดชีวิต ทำให้ไม่มีงบประมาณเพียงพอ ต่อมาก็ได้มีการประกาศนโยบายการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์อย่างถ้วนหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งรัฐบาลได้พยายามจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2550 งบประมาณด้านสาธารณสุขรวมกันถึงประมาณ 170,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11 ของงบประมาณทั้งประเทศ และมีงบประมาณเพื่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์ถึงกว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2547 ถึงกว่า 5 เท่า แต่ถึงแม้ว่ามีงบประมาณเพิ่มขึ้นมากแล้วก็ตาม รัฐก็ยังไม่สามารถจัดบริการให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นได้ทุกรายการ เนื่องจากยาหลายรายการมีราคาสูงมาก เพราะเป็นยาที่มีผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว ไม่มีการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะยาที่มีสิทธิบัตรทั้งหลาย ดังจะเห็นว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กว่า 500,000 คน ในประเทศนั้น กว่า 70% ของผู้ป่วย 120,000 คนที่ต้องใช้ยาสูตรพื้นฐานไม่มีโอกาสเข้าถึงยา Efavirenz ได้ และในจำนวนผู้ป่วยกว่า 10,000 คนที่ต้องการใช้ยาสูตรขั้นที่ 2 เช่น Lopinavir/Ritonavir นั้น มีไม่ถึง 15% ที่มีโอกาสใช้ยาดังกล่าว และในส่วนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันจำนวนประมาณ 300,000 คน นั้นมีไม่ถึง 10% ที่มีโอกาสเข้าถึงยา Clopidogrel ดังนั้น การดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐของกระทรวงสาธารณสุขต่อยาที่มีสิทธิบัตร จึงเป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าท ี่ที่จะต้องจัดหายาจำเป็นตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้แก่คนไทยทุกคนที่ใช้สิทธิตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อีกทั้งเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและถูกหลักมนุษยธรรม
 
     
 
ทั้งนี้ ในจำนวนยาทั้ง 3 รายการที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้สิทธิโดยรัฐออกไปแล้ว มีเพียงรายการเดียวเท่านั้น คือ Efavirenz ที่มีการบังคับใช้สิทธิอย่างแท้จริง กล่าวคือได้มีการนำเข้ายาดังกล่าวจากประเทศอินเดียเพื่อมาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว เนื่องจากขณะนั้นยาในคลังใกล้หมด
 
     
 
ส่วนยาอีก 2 รายการ คือ Lopinavir/Ritonavir และ Clopidogrel นั้น ยังไม่ได้บังคับใช้สิทธิอย่างแท้จริง แต่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองเรื่องราคายากับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตรอยู่ โดยหากการเจรจาต่อรองกับบริษัททั้ง 2 ได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตหรือนำยาชื่อสามัญดังกล่าวเข้ามาใช้ในประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือยังใช้ยาของบริษัทต้นแบบต่อไปได้ และในส่วนของ Efavirenz ที่ได้มีการบังคับใช้สิทธิอย่างแท้จริงโดยได้มีการนำเข้ายามาแล้วนั้น
 
     
 
หากครั้งต่อไปมีการเจรจากับบริษัทผู้ทรงสิทธิบัตรได้ราคาหรือเงื่อนไขเป็นที่น่าพอใจแล้วก็ไม่จำเป็นต้องผลิตหรือนำยาชื่อสามัญดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายอีกก็ได้ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะตัดสินใจเป็นครั้งๆ ไป จะไม่มีการผูกมัดเงื่อนไขการซื้อในระยะยาว และนอกจากนี้ การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาใดๆ โดยกระทรวง ทบวง กรม ในกระทรวงสาธารณสุขนั้น ยาดังกล่าวจะต้องใช้ภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เท่านั้น และจะต้องไม่เป็นการจำหน่ายเพื่อการค้าแต่อย่างใด
 
     
  กลับหน้าแรก Q&A