กลับหน้าแรก
คำถามเกี่ยวกับ CL สถานการณ์ CL ทั่วโลก
เกี่ยวกับพวกเรา บทความเกี่ยวกับ CL
ติดต่อเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ CL
นโยบายเกี่ยวกับ CL ของไทย กิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับ CL
ดาวน์โหลดสื่อต่างๆ เกี่ยวกับ CL
เว็บบอร์ด CL

เพราะชีวิตคนไม่ใช่สินค้า สิทธิบัตรยาต้องไม่ผูกขาด

คำถาม

 
  การประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ?  
     
  คำตอบ
 
 
การประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ มีเป้าหมายเพื่อขยายการเข้าถึงยาจำเป็นในผู้ที่มีรายได้ต่ำ และขณะเดียวกันก็สร้างแรงจูงใจในการวิจัยพัฒนายาใหม่ กล่าวคือ มุ่งให้ประชาชนได้รับยาจำเป็นที่มีคุณภาพดีอย่างทั่วถึงถ้วนหน้า ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นสำคัญ โดยมาตรการประกาศการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 3 ชนิด จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในตลาดยา เนื่องจากจะทำให้ไม่เกิดการผูกขาดตลาดอยู่เพียงบริษัทเดียว ซึ่งจะส่งผลให้ราคายาต่ำลง งบประมาณที่รัฐมีอยู่ก็จะสามารถจัดหายาได้มากขึ้น ประชาชนก็จะมีโอกาสในการได้รับยามากขึ้น แต่ยาที่ได้จากการใช้สิทธิโดยรัฐนี้จะถูกนำไปใช้เฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพเท่านั้น จะไม่มีการนำไปจำหน่ายเพื่อประโยชน์ทางการค้าทั่วไปทั้งในและต่างประเทศโดยเด็ดขาด
 
     
  ประโยชน์ที่ประชาชนไทยจะได้รับในการประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 3 รายการ คือ  
     
 
1.กรณียาเอฟาวิเรนซ์ ยานี้เป็นยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีประสิทธิผลดีและมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเนวิราพีน (Nevirapine) ซึ่งเป็นยาที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในสูตรยาต้านไวรัสเอดส์พื้นฐานที่องค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นคือยาจีพีโอเวียร์ (GPO VIR?) ซึ่งปรากฏว่าที่ผ่านมา ในประเทศไทย มีผู้แพ้รุนแรงหรือทนยาเนวิราพีนไม่ได้อยู่ประมาณร้อยละ 20 และจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรเอฟาวิเรนซ์ ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยกว่าแต่มีราคาแพงกว่ามาก ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีความจำเป็นแต่กลับไม่ได้รับยาสูตรนี้ การใช้สิทธิโดยรัฐจะช่วยลดราคายาเอฟาวิเรนซ์ลงได้ทันทีจากเดือนละ 1,400 บาท เหลือเพียงเดือนละไม่ถึง 700 บาท ทำให้สามารถให้ยาแก่ผู้ป่วยได้จำนวนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองเท่า
 
     
 
2.กรณียาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ กรมควบคุมโรคศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาสูตรแรก (สูตรจีพีโอเวียร์ หรือสูตรที่มีเอฟาวิเรนซ์) จะมีการดื้อยาเกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นกับความสม่ำเสมอในการกินยาและขึ้นกับตัวเชื้อไวรัสเอดส์เอง คาดว่าในระยะ 1-2 ปีจะมีผู้ป่วยที่กินยาสูตรแรกมีการดื้อยาสูงราวร้อยละ 10 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์รวมประมาณ 500,000 คน ในระยะเวลาไม่นานจะมีผู้ต้องการยาต้านไวรัสสูตรดื้อยาถึงอย่างน้อย 50,000 คน ยาสูตรดื้อยาที่สำคัญตัวหนึ่งคือ ยาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ ที่บริษัทแอ๊บบอต ขายให้แก่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีราคาเดือนละประมาณ 6,000 บาท หรือปีละประมาณ 72,000 บาท หากต้องให้ยารวม 50,000 คน จะเป็นงบประมาณถึงปีละ 3,600 ล้านบาท ซึ่งไม่มีทางที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอแก่ผู้ป่วยทุกคนได้ เนื่องจากยังมีภาระที่ต้องให้ยาสูตรแรกแก่ผู้ป่วยเอดส์อีกนับแสนคน ผู้ป่วยที่ดื้อยาและไม่ได้รับยานี้ในไม่ช้าก็จะติดเชื้อฉวยโอกาส และเสียชีวิตในที่สุด แล้วเราจะปล่อยให้คนที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ดื้อยาเหล่านี้ตายไปก่อนวัยอันควรทั้งๆที่มียารักษาเขาได้หรือ นอกจากนี้ ยาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ นี้ก็เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งคนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับด้วย
 
     
 
3.กรณียาโคลพิโดเกรล เป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ จึงเป็นยาสำคัญที่จะป้องการโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่นำไปสู่ภาวะหัวใจวายและเสียชีวิตได้ ยานี้มีราคาเม็ดละกว่า 70 บาท แต่หากสามารถผลิตในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย จะมีราคาเหลือเพียงเม็ดละ ไม่เกิน 10 บาท ปัจจุบันผู้มีสิทธิตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้รับยานี้ ทั้งๆ ที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะโรงพยาบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงต้องใช้ยาแอสไพรินแทน ซึ่งในบางกรณีได้ผลน้อยกว่าและอาจมีพิษข้างเคียงมากกว่า การที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยตามนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้าถึงยาดังกล่าวได้มากขึ้น
 
     
  กลับหน้าแรก Q&A